วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชัยวัฒน์'ชี้มุมมองคนไทยต่อผู้ลี้ภัยอยู่บนพื้นฐานความกลัว

มธ.จัดเสวนา วิกฤติผู้ลี้ภัยฯ "ชัยวัฒน์"ระบุนโยบายและมุมมองของคนไทยต่อผู้ลี้ภัยอยู่บนพื้นฐานความกลัว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์-คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดงานเสวนาในหัวข้อ"การเมืองแห่งความเอื้ออาทร : วิกฤตตผู้ลี้ภัยในเอเชียและยุโรป"โดยน.ส.โรยทราย วงศ์สุบรรณ ที่ปรึกษาเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ (International Rescue Committee - IRC) ได้กล่าวถึงนิยามของผู้ลี้ภัยว่า เป็นบุคลลที่อาศัยในประเทศบ้านเกิดของตัวเองไม่ได้ และต้องการความคุ้มครองจากประเทศอื่น เนื่องจากถูกมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย เพราะมีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ผิวสี ศาสนา หรือแม้กระทั่งเป็นเพศที่ 3 ซึ่งรัฐบาลให้ความคุ้มครองวามปลอดภัยกับพวกเขาไม่ได้ และอีกกรณีหนึ่งก็คือ ประเทศของพวกเขาอยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งบางครั้งพวกเขาไม่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ จนทำให้ต้องลี้ภัยไปยังประเทศที่เขาคิดว่าปลอดภัย

"ดังนั้นการพิสูจน์สถานะของผู้ลี้ภัยนั้น ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากแต่ละประเทศก็ต้องการทราบว่าผู้ลี้ภัยเป็นผู้ประสบภัยจริงหรือไม่ ไม่ได้เข้ามาเพื่อจุดประสงค์อย่างอื่น โดยการช่วยเหลือดังกล่าวเป็นหลักทางสมานฉันท์ที่บ่งบอกว่าเราจะดูแลซึ่งกันและกัน โดยคนไทยบางคนเองก็ได้ลี้ภัยไปยังต่างประเทศ หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่ว่าสงบแล้ว ยังมีคนลี้ภัยประเทศอื่น เพราะถูดตามล่าดยแก็งค์ยากูซ่าเป็นต้น ซึ่งสาเหตุหลักๆคือรัฐไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยให้พวกเขาได้"น.ส.โรยทรายกล่าว 

น.ส.โรยทราย กล่าวว่า ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่หลบหนีออกนอกประเทศจะเป็นผู้ลี้ภัย ในกรณีที่เป็นอาชญากร ก็ต้องมีการพิสูจน์ว่ามีความผิดตามคดีอาญาสากลหรือไม่ เช่นการล่วงละเมิดต่างๆ การทำร้ายร่างกายหรือทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตเป็นต้น ซึ่งจะมีการดำเนินการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป ส่วนบางความผิดที่มีเฉพาะประเทศ อย่างในไทยที่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 แต่ในบางประเทศไม่ได้ถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิด ก็จะถือว่าคนกลุ่มนี้ คือผู้ลี้ภัยและต้องได้รับการคุ้มครองอย่างในประเทศแคนนาดาเป็นต้น อย่างไรก็ดีเมื่อผู้ลีภัยไปยังประเทศไหนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายประเทศนั้น หากผู้ลี้ภัยกระทำความผิดและเมื่อถูกดำเนินคดีแล้ว จะไม่ถูกเนรเทศทันที แต่จะถูกขังในเขตกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีกที จนกว่าจะสามารถผลักดันไปยังประเทศที่ 3 ได้

นางนฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้รองรับสนธิสัญญาผู้ลี้ภัย ซึ่งทางการให้เหตุผลว่าประเทศไทยยังไม่มีศักภาพเพียงพอที่จะรับผู้ลี้ภัยได้ ทำได้เพียงให้พวกเขาอยู่ชั่วคราวเท่านั้น พอสถานการณ์ในประเทศของผู้ลี้ภัยยุติสงครามเมื่อไหร่ ก็จะทำการผลักดันให้พวกเขากลับประเทศทันที โดยในค่ายของผู้ลี้ภัยในไทยนั้นมีแนวคิดที่ให้เป็นที่พักพิงชั่วคราว ตัวค่าย

จึงมีข้อห้ามต่างๆเช่น ห้ามใช้วัสดุถาวรสร้างที่พักพิง ห้ามมีถนน หรือห้ามมีมือถือเป็นต้น ซึ่งสภาพของคนในนั้นจะมีการแบ่งพื้นที่ตามกลุ่มชาติพันธุ์ หรือตามปีอพยพ ซึ่งช่วงหลังๆได้มีความพยายามยุบรวมกันเพื่อขยายพื้นที่ ซึ่งมีกลุ่มอาสาสมัครดูแลกันเอง และภายนอกก็มีเจ้าหน้าที่ของไทยดูแลด้วย อีกทั้งได้ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งนิยามของไทยเองได้มีนิยามเพียงแค่กลุ่มผู้ลี้ภัยจากการสู้รบเท่านั้น 

"ในมุมมองความมั่นคงของฝ่ายพม่าเองก็ไม่ได้มองว่าชาวโรฮิงญา เป็นผู้ลี้ภัยสงคราม ซึ่งโจทย์ที่เราพบก็คือ ความเอื้ออาทรของไทยนั้นจะเป็นเช่นไจบอย่างไร จะอยู่เพียงแค่การให้อาหาร เติมน้ำมันบนเรือเท่านั้นหรือเปล่า?"นางนฤมล กล่าว 

นางสาวจันจิรา สมบัติพูนสิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มีหลายคนที่แสดงความเป็นห่วงว่า การที่มีผู้ลี้ภัยอพยพเข้ามาในพื้นที่เยอะ จะกลายเป็นปัญหาเรื่องของความมั่นคงให้กับประเทศนั้นๆอย่างใหญ่หลวง เช่นอาจจะคิดไปว่าคนกลุ่มนั้นมีบางคนเป็นสายของกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงแฝงตัวเข้ามาด้วย ซึ่งส่วนตัวคิดว่าผู้อพยพส่วนใหญ่ก็เป็นคนชนชั้นกลางที่มีการศึกษา กล่าวคือถ้าไม่เดือดร้อนจริงๆก็จะไม่หนีจากบ้านเกิดมาในที่ต่างถิ่น ราบใดที่สงครามในบ้านเขายังอยู่คนกลุ่มนี้ก็จะเข้ามในพื้นที่ของบ้านเรา

เพื่อขอพักพิงอาศัยหรือไปที่อื่นๆ ซึ่งอยากจะชักชวนให้รัฐหรือใครก็ตามที่คิดว่าปัญหาของผู้ลี้ภัยไม่เกี่ยวกับเรา ลองคิดดูว่าถ้าเราตกอยู่ในสภาวะสงครามดังกล่าว เราจะลี้ภัยออกจากบ้านเกิดหรือไม่ และถ้าเราคิดดแบบเห็นแก่ตัวที่สุดในเรื่องของความมั่นคงในชาติ ถ้าเราช่วยผู้ลี้ภัยเหล่านั้นก็อาจจะช่วยให้พวกเขาไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ หรือขบวนการก่อการร้าย ซึ่งเป็นการช่วยลดปัญหาด้านความมั่นคงของโลก และประเทศของเราได้

ด้านนายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวสรุปว่า หลายๆประเทศมีตรรกะต้อนรับคนที่เข้ามาโกยหวังกำไร มากกว่าต้อนรับคนที่เข้ามาเพื่อเอาชีวิตตรอด ประเด็นนี้ก้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นโจทย์เรื่องการเมืองแห่งความอาทร ปัจุบันนี้ในสังคมเรายังคงมีมายาคติที่ว่า ผู้ลี้ภัยจะทำให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำ ซึ่งในข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาเองได้เป็นส่วนหนึ่งของเศษรฐกิจที่ช่วยทำให้ GDP ของไทยดีขึ้น และไม่ว่าจะนำข้อมูลความจริงมาอธิบายอย่างไร คนในสังคมก็เข้าใจยาก

เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความรู้และข้อมูล แต่เป็นเรื่องของอารมณ์และความกลัว กล่าวคือเรากลัวคนแปลกหน้าที่ไม่เหมือนกับเรา ทั้งเพศสภาพ ชาติพันธุ์ ศาสนา ชนชาติเป็นต้น ซึ่งการดำเนินนโยบายต่างๆและวิธีการมองผู้ลี้ภัยของเรานั้นอยู่บนพื้นฐานของความกลัว

"เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญในการทดสอบความเอื้ออาทรของเรา ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่เราทำดีกับคนที่เหมือนเราอย่างไร ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้บอกอะไรกี่ยวกับเราเท่าไหร่ แต่การทำดีต่อคนที่แปลกจากเรา โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่ลี้ภัยมา และการกระทำนี้เองจะเป็นตัวบ่งบอกว่าการเมืองเอื้ออาทรเป็นเรื่องสำคัญ เราเองอยู่ตรงไหน และมีความพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายของโลกอนาคตได้มากน้อยแค่ไหน"นายชัยวัฒน์ กล่าว