"จรัญ"แนะปฏิรูประบบงานยุติธรรมและกฎหมายครั้งใหญ่ ย้ำจำเป็นต้องสร้างศูนย์รวมดูแลงานยุติธรรมทั้งระบบ ไม่ปล่อยให้กระจัดกระจาย
นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวปฐกถาพิเศษในหัวข้อ “กฎหมายกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม : ความท้าทายต่อกระบวนการยุติธรรมไทย” ว่า ประเทศไทยต้องปฎิรูประบบงานยุติธรรมและกฎหมายครั้งใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากไม่ได้มีพลังในการเปลี่ยนแปลงที่มากมาย ซึ่งในตลอดระยะเวลา 40-50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีศูนย์รวมที่จะดูแลระบบความยุติธรรม ศาลก็ดูแลเฉพาะศาล ไม่ได้ดูแลกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งศาลก็ยังกระจัดกระจายตามเขตอำนาจหน้าที่เช่น ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง
รวมถึงสำนักงานอัยการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในทางสากลกระทรวงยุติธรรมจะต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการดูแลบริหารระบบความยุติธรรม และระบบกฎหมายทั้งหมด แต่ในไทยนั้นยังไม่มีช่องทางใดๆ ให้กระทรวงยุติธรรม เข้าไปดูแลงาน ตำรวจ ศาล อัยการ หรือแม้แต่ ทนายความได้ ซึ่งทำได้เพียงบังคับคดีหรือ เติมเต็มงานของตำรวจด้วยการมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
นายจรัญ กล่าวถึงสภาพแวดล้อมสังคมไทยของระบบความยุติธรรมว่า ในด้านการเมืองมีความแตกแยก คับแคบ กล่าวคือความคิดการเมืองของคนในสัมคมไม่มีความสมัครสมาน ไม่ได้แยกเป็นแค่สองฝ่าย แต่แยกเป็นรายละเอียดเล็กๆ ในกลุ่มย่อยอีกมาก บุคคลที่เข้าสู่ระบบการเมืองคำนึงแต่ผลประโยชน์ของเขตเลือกตั้ง จังหวัด หรือพรรคพวกของตัวเอง หากคนที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่มีอุดมการณ์เพื่อประเทศชาติ ความแตกแยกจะไม่ทรงพลัง
นอกจากนี้ระบบการเมืองยังมีความเหลวแหลก เห็นเรื่องทุจริตเล็กๆน้อยๆ เป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้ ขณะที่เป็นการคัดกรองคนเข้าพรรคการเมืองก็มีจุดบกพร่อง บางพรรคได้รับข้าราชการที่โดนไล่ออกเพราะการที่ทุจริต เข้ามาลงสมัครเลือกตั้งในสังกัดพรรค และได้รับการรับเลือก ทำให้คนเหล่านี้เข้ามาทำลายระบบการเมืองและสถาบันความยุติธรรม ส่วนด้านเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม เป็นภาวะทุนผูกขาด กลุ่มทุนเล็กไม่สามารถเข้าไปแข่งขันได้ จึงทำให้ระบบเศษฐกิจของไทยไปสู้กับข้างนอกไม่ได้ เพราะเคยชินกับการกินอยู่สบายภายใต้กฎหมาย คนไทยบางคนขายตัวรับใช้นายทุน โดยไม่คำนึงว่านายทุนได้ทำความเสียหายอะไรให้กับประเทศบ้าง ในด้านสภาวะสังคม พบว่าคนบางกลุ่มอยากจะพัฒนาประเทศชาติด้วยการหารายได้เข้าประเทศ ยกตัวอย่างสมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.) กลุ่มหนึ่งเสนอให้มีคาสิโนในไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การพัฒนาประเทศจะคำนึงแต่เม็ดเงินอย่างเดียวไม่ได้
"เราต้องแก้ไขสาเหตุใหญ่ๆที่เป็นปัญหาต่อระบบความยุติธรรมและกฎหมายของประเทศ ประการแรกคือการแก้ไขการทุจริต การซื้อขายตำแหน่งราชการ การซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้ง ซึ่งคนเหล่านั้นเข้ามาทำหน้าที่หวังถอนทุนคืนยังไม่พอ แต่พวกเขาได้มองไปยังการเลือกตั้งในสมัยต่อไป ซึ่งนำไปสู่การหาส่วยเป็นทอดๆ ในหมู่ข้าราชการด้วย และจะนำไปสู่ความเหลวแหลกในระบบความยุติธรรมของไทย ประการที่สองคือต้องสร้างอุดมการณ์ต่อประเทศชาติที่ขาดหายไป ซึ่งเคยมีคำขวัญหนึ่งา ระบบงานยุติธรรมต้องค้ำชูประเทศ ซึ่งคำกล่าวนี้มีมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันได้เลือนลางหายไป ซึ่งในโรงเรียนสอนกฎหมายเราไม่ได้สอนให้ทำงานเพื่อประชาชน แต่สอนเพื่อให้ไปทำงานเป็นอัยการ ศาล โดยมีจุดมุ่งหมายที่เงินทอง"นายจรัญกล่าว
นายจรัญ กล่าวต่อว่า ในอนาคตจำเป็นต้องสร้างระบบยุติธรรมเฉพาะด้าน คล้ายกับวิชาชีพแพทย์ ซึ่งระบบศาลเฉพาะด้านในขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นจริงๆ เช่น ในด้านของพาณิชย์ ที่หนีไม่พ้นความยุติธรรมทางแพ่ง ขณะที่การซื้อขายระหว่างประเทศก็เป็นเพียงแค่การทำสัญญาซื้อขายแบบชาวบ้านธรรมดา โดยการเข้ามาของประชาคมอาเซียน จะเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดศาลพาณิชย์และกฎหมายพาณิชย์ในไทย หรืออย่างกรณีสิ่งแวดล้อมก็มีการแบ่งแยกย่อยมากมาย ทั้งฟ้องศาลปกครอง และศาลแขวง ทั้งๆที่สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญต่อประเทศชาติ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีระบบศาลเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งในวันนี้ตำรวจ อัยการ และทนายความได้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนำหน้าศาลไปแล้ว
นายจรัญ กล่าวด้วยว่า ระบบความยุติธรรมจะต้องทั่วถึง ไม่ช้า ไม่แพง และทรงประสิทธิภาพ ไม่ยอมเป็นทาสฝ่ายใด คนในระบบงานยุติธรรมจะต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม อย่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องส่งผลประโยชน์ให้กับสังคมได้ ไม่ใช่ยึดเพียงเฉพาะหลักกฎหมาย แล้วตัดสินโดยบิดเบือดข้อเท็จจริง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการทำลายศักยภาพระบบงานยุติธรรมที่รากฐาน มีการตรวจจับได้ยาก จบอย่างถูกกฎหมายก็จริง แต่ค้านสายตาของประชาชน





