"มหาดไทย-หอการค้า-องค์กรต้านโกง" 3 ฝ่าย ลุยร่วมเอ็มโอยูต้านคอร์รัปชั่นรัฐ-เอกชน
ห้องประชุม 1 กระทรวงมหาดไทย ได้มีการร่วมกันจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ระหว่างกระทรวงมหาดไทย หอการค้าไทย และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และร่วมกันส่งเสริมการปลูกจิตสำนึกบุคลากรของหน่วยงานให้ตระหนักถึงคุณธรรม และเสริมสร้างทัศนคติค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต พร้อมเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมไทย โดยจะมีการถ่ายทอดผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเร็นซ์ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้ร่วมรับฟังถึงแนวทางการดำเนินงานตามความร่วมมือดังกล่าว สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย อธิบดีทุกกรม และผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด นายอิสระ ว่องกุศลกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะประธานกรรมการหอการค้าไทย และ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย เป็นผู้แทนของหน่วยงานลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน รวมไปถึงนายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ให้เกียรติร่วมในพิธี
ด้านพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณทางองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นฯ รวมถึงหอการค้าไทย ในการริเริ่มความร่วมมือแก้ไขปัญหาการทุจริตที่ถือว่ามีความสำคัญ ส่งผลกระทบให้ที่ผ่านมาประเทศหยุดยั้งการพัฒนา รวมถึงให้ข้อชี้แนะต่างๆกับ กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกลไกหนึ่งของรัฐบาล ที่จะดำเนินตามนโยบายการต่อต้านการทุจริตอย่างเต็มที่ ทางเรามีความยินดีที่จะร่วมลงนามในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น จริงใจ และตั้งใจ เพื่อรณรงค์ปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างมีประสิทธิภาพ
"ให้ประเทศไทยต้องเป็นที่ยอมรับในสังคมโลก ทั้งด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และต้องปราศจากคอร์รัปชั่น ผมขอขอบคุณทุกหน่วยงาน และขอให้การดำเนินการเกิดความสำเร็จไปได้อย่างลุล่วง" รมว.มหาดไทยกล่าว
ขณะที่นายวิบูลย์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบในภาครัฐมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยได้แปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้โครงการเน้นหนักของกระทรวงมหาดไทย ตามแผนงาน “มหาดไทยใสสะอาด” มีการดำเนินการ 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1.การส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามหลักธรรมาภิบาลในเชิงปฏิบัติ โดยจัดทำข้อมูลเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อใช้ในการติดตามเร่งรัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งการดำเนินโครงการตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) สำหรับโครงการที่มีมูลค่าสูง 2.การป้องกันปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มข้น โดยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ในทุกระดับทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 3.การสนับสนุนให้มี “จังหวัดใสสะอาด” “อำเภอใสสะอาด”และ“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใสสะอาด” ทั่วประเทศ โดยเน้นการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในภาพรวมของประเทศให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งร่วมกันไว้ รวม 10,293 แห่ง
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญ และแนวทางการดำเนินงานของ เอ็มโอยู ครั้งนี้ ถือว่าเป็นโอกาสดีที่หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะร่วมกันปฏิรูปการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐให้เกิดความโปร่งใส เกิดคุณธรรม และตรวจสอบได้ มีการประสานความร่วมมือในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยได้ร่วมกันกำหนดแนวทางดำเนินงานในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในด้านต่างๆ เช่น ด้านการปลูกจิตสำนึกบุคลากร/เจ้าหน้าที่ ภายใต้กิจกรรมรณรงค์ “ไม่รับ ไม่ให้” และ “คนไทย ไม่โกง” พร้อมทั้งส่งเสริมการดำรงชีวิตและการทำงานบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การค้นหาหน่วยงานต้นแบบเพื่อสร้างจิตสำนึก ความซื่อสัตย์ สุจริต ด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยการสร้างกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ ด้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
"กระทรวงมหาดไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามความร่วมมือในทุกๆ ด้าน รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ถือปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินงานตามความร่วมมือดังกล่าว ตลอดจนส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามการปฏิบัติงานของภาครัฐ เพื่อช่วยกันสกัดกั้นและทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นหมดไปจากสังคมไทยและในวงราชการอย่างยั่งยืน" ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว
ต่อมาพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวภายหลังร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกัน และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ระหว่างกระทรวงมหาดไทย หอการค้าไทย และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทยให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลว่า ในวันนี้เป็นการมาร่วมมือ 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะร่วมตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดีทุกกรมในสังกัด ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ตลอดจนผู้ปฏิบัติในพื้นที่คือท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือป.ป.ท. และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย จะเห็นได้ว่าความร่วมมือของทั้งหมดมีความกระชับขึ้น น่าจะส่งผลออกมาดี ในการดูแลบริหารราชการแผ่นดินให้โปร่งใส ขณะที่การดูแลของส่วนภูมิภาค จะมีผู้ว่าฯ จะเป็นหัวหน้าส่วนในพื้นที่ ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับส่วนกลาง
"ผมคิดว่าถ้าเราทำกันอย่างนี้ ทั้งระดับนโยบาย กับผู้ปฏิบัติ สิ่งดีดีย่อมเกิดขึ้น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะเกิดความบริสุทธิ์ผุดผ่องในการทำงานบริหารจัดการแผ่นดิน ในแบบธรรมาภิบาลให้เร็วที่สุด การต่อต้านทุจริต ต้องทำตลอดเวลา ส่วนจะตั้งเป้าหมายหรือกรอบเวลานั้น คงยากที่จะกำหนด แต่เราจะทำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเกิดความไม่เรียบร้อยขึ้นในอนาคต เราก็ต้องทำต่อไป" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
ด้านนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงใหญ่ มีขอบเขตความรับผิดชอบทั่วประเทศ ทั้งระดับส่วนกลางและท้องถิ่น เพราฉะนั้นจึงหวังว่าความร่วมมือตรงนี้ จะเป็นโอกาสในการช่วยกัน ขั้นแรกที่ต้องทำคือการหาวิธีป้องกันการทุจริต ในขณะเดียวกันก็ดำเนินการให้คนที่เกี่ยวข้องทั้งในกระทรวงและที่อยู่ในระดับท้องถิ่นร่วมกับภาคเอกชนที่ทำงานอยู่ในท้องถิ่น มีโอกาสได้รับทราบเพื่อที่จะร่วมทำงานด้วยกัน ส่วนแนวโน้มการทำงานร่วมกัน รวมทั้งจิตสำนึกของข้าราชการจะมีความพอใจมากน้อยเพียงใดนั้นรัฐบาลชุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นรัฐบาลแรกที่ทำงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. มีเจตนามุ่งมั่น จากที่ท่านได้พูดในหลายเวทีว่าเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ทำให้สะท้อนมาถึงหน่วยงานราชการ สำหรับพล.อ.อนุพงษ์ ท่านใกล้ชิดกับทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น มีการสนับสนุนมาโดยตลอด
"ผมคิดว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ จะเป็นขบวนการที่จะกระจายไปในหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ ขณะนี้มีหลายหน่วยงานของรัฐที่เริ่มทำงานในเรื่องนี้ เราก็ยินดี เพราะทางภาคเอกชนขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด ด้วยความหวังว่าจะเป็นการกระจายผลออกไปสู่ทั้งภาคประชาชน และภาครัฐ ถ้าทุกคนช่วยกันทำงานได้โอกาสที่จะต่อสู้กับการทุจริตก็มีความเป็นไปได้สูง"ประธานองค์กรต่อต้านคอรรัปชั่นฯ กล่าว


