วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยันประชามติใช้เสียงผู้มาใช้สิทธิ สงสัยให้ยื่นกฤษฎีกา-ศาลรธน.

"วิษณุ" ยันประชามติใช้เสียงผู้มาใช้สิทธิ หากสงสัยให้ยื่นเรื่องกฤษฎีกา-ศาลรธน. ลั่นขัดขวาง-เกณฑ์คนไปประชามติมีความผิด

เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตีความในการทำประชามติตามมาตรา37ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวพ.ศ. 2557 ว่า ไม่ทราบว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่ ส่วนที่มีการตีความว่าต้องเป็นผู้มีสิทธิออกเสียง หรือผู้มาออกเสียงนั้น เมื่อวันที่3กันยายนได้บอกไปแล้ว ซึ่งจะมีคนเห็นต่างก็ไม่เป็นไร แต่สุดท้ายก็ต้องมีข้อยุติที่ไหนซักที่หนึ่ง ตอนนี้ยังไม่มีข้อยุติออกมา แต่ในความหมายของรัฐบาลหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)นั้น เข้าใจอย่างไรก็เดินหน้าไปแบบนั้น ก็เข้าใจว่าคนที่เห็นต่างนั้นสามารถมีได้ในทุกเรื่อง อย่าไปตำหนิติติง ทุกมาตราในรัฐธรรมนูญที่เขียนแล้ว กฎหมายที่ผ่านออกมาแล้ว มันก็ชวนให้คิดออกมาได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าหากว่าตั้งต้นด้วยจุดยืนที่เห็นต่างกัน ก็พยายามจะหาช่องได้ เป็นเรื่องธรรมดา

 เมื่อถามว่าหากมีความขัดแย้งในการตีความมากๆ จะยึดเจตนารมณ์หรือตัวอักษร นายวิษณุกล่าวว่า ยึดทั้งเจตนารมณ์และตัวอักษร เพราะตัวอักษรก็ชัดเจนอย่างที่ตนเคยกล่าวไป มันจะแปลเป็นอื่นได้หรือ มีคนมีสิทธิออกเสียง40ล้านคนแล้วมีคนดึงดันบอกต้อง20ล้านเสียงจึงถือว่าผ่านประชามติ คุณเอาตัวนี้มาจากไหน เพราะว่าหากเป็นคะแนนเงียบกว่า20-30ล้านคน เขาไม่ได้ออกเสียงอะไรเลย

 เมื่อถามว่า เป็นการเขียนพลาดหรือตั้งใจ นายวิษณุกล่าวว่า ตั้งใจเขียนเช่นนั้น อาจจะสั้นไป แต่เราได้เทียบกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี2549ซึ่งเคยลงประชามติ เขียนไม่คล้ายกันแต่ใช้หลักเดียวกัน

เมื่อถามว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อนทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ต้องแก้ หากว่าเถียงกันแล้วต้องแก้ทั้งหมด มันก็คงต้องแก้ทุกเรื่อง แต่ถ้าหากมันมีคำตอบออกมาว่า ที่พูดกันมานั้นผิด ก็ต้องแก้ ถ้าตีความออกมาว่าถูก เราก็ใช้ตามนี้ แม้กระทั่งกฎหมายที่มันผ่านออกมาแล้วอย่าง พ.ร.บ.เก็บภาษีมรดก ก็ตีความว่า ต้องเสียหรือไม่เสีย สุดท้ายมันก็ต้องจบลงตรงไหนซักที่หนึ่ง ไม่เช่นนั้นคดีขึ้นโรงขึ้นศาลมันจะมีโจทก์มีทนายมีอัยการสู้กันหรือว่าผิดหรือไม่ผิด

เมื่อถามว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ให้ความชัดเจนและข้อยุติในการตีความไม่ตรงกันอย่างนี้ นายวิษณุ กล่าวว่า หากมีช่องทางไปศาลรัฐธรรมนูญได้ก็ต้องไป แต่เบื้องต้นถ้าไปสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนได้ก็จะหยุดไว้ที่ชั้นนั้น ปัญหาคือใครที่สงสัยก็ส่งเรื่องไป แต่รัฐบาลในขณะนี้ไม่ได้สงสัย

 เมื่อถามว่าจะมีการทำกฎหมายประชามติออกมาให้ชัดเจนหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ต้อง เพราะกฎหมายประชามติเขาเขียนมาอีกแบบหนึ่งที่ทำให้งง เพราะพ.ร.บ.ประชามติปี พ.ศ.2552นั้นบอกว่า ในเวลาออกเสียงประชามติ ให้เอาเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ สมมติว่า40ล้านคนมีสิทธิออกเสียง ต้องให้มีคนมาออกเสียงเกิน20ล้านคน นั่นคือกฎหมายประชามติ แต่รัฐธรรมนูญที่เราแก้มา เช่น มาตรา37เขารู้ปัญหานี้และเขารู้ว่าไม่ต้องการเอาหลักนั้นมาใช้ เขาจึงไม่เอาพ.ร.บ.ประชามติมาใช้ อนุโลมเอามาแต่โทษเท่านั้น แต่วิธีลงประชามติเขาไม่เอามา แต่เขาเขียนวิธีประชามติขึ้นใหม่ลงในมาตรา37ที่เขียนว่า “ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ” “โดยเสียงข้างมาก” “เห็นชอบ” ต้อง3คำนี้ ตนพูดได้เท่านี้ ไม่รู้จะอธิบายใหม่อย่างไร

เมื่อถามว่าทำไมเนื้อความในมาตรา37กับ มาตรา37/1จึงไม่เหมือนกัน นายวิษณุกล่าวว่า มาตรา37/1นั้นเป็นการทำประชามติในประเด็นที่ถามมา มาตรา37คือเรื่องของรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า หากมีการขัดขวางไม่ให้ประชาชนออกไปออกเสียงประชามติหรือเกณฑ์คนออกไปออกเสียง ถือว่ามีโทษหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มี ในพ.ร.บ.ประชามติ มีการขัดขวาง สัญญาว่าจะให้ จัดมหรสพ แสดง ให้สินบน  ทำไม่ได้ เขียนไว้ชัดเจน ทำโพลสำรวจความเห็นก่อนลงความเห็น7วันก็ไม่ได้

ทั้งนี้นายวิษณุ กล่าวว่า ในวันที่6กันยายนนี้ ที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จะลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่ารัฐบาลให้อิสระกับ สปช.ทุกคน และไม่มีการส่งสัญญาณให้ สปช.รับหรือไม่รับแต่อย่างใด เพราะหากมีสัญญาณจริง ตนในฐานะผู้แลงานด้านกฎหมายของรัฐบาลจะต้องรับทราบก่อนคนอื่น ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงการปล่อยข่าวลวง แต่หากเป็นสัญญาณจริงจะไม่มีการปล่อยข่าว เพราะถือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

“ผมโชคดีอย่างหนึ่งคือไม่ต้องไปโหวตกับเขา ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องไปคิด ผ่านก็ได้ไม่ผ่านก็ได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ถ้าผ่านก็จะได้ไปลงประชามติ ทุกอย่างก็จะเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่ผ่านมันก็ช้าออกไป” นายวิษณุ กล่าว