วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลจำคุก1ปีปรับ5หมื่น'วีระกานต์–จตุพร–ณัฐวุฒิ'หมิ่น'วัชระ'

ศาลจำคุก1ปีปรับ5หมื่น แต่รอลงอาญา2ปี "วีระกานต์–จตุพร–ณัฐวุฒิ" จัดรายการความจริงวันนี้ หมิ่นประมาท"วัชระ เพชรทอง" พิมพ์หนังสือ

ศาลอ่านพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.4977/2555 ที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.),นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1 - 3 ในความผิดฐาน หมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328, 332, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาทเรียกค่าเสียหายร้อยละ 7.5 ต่อปี 

ตามฟ้องโจทก์ วันที่ 28 ธ.ค. 55 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่27 พ.ย. 52 เวลากลางคืนจำเลยที่ 1-3 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ "ความจริงวันนี้”ที่ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวี จัดรายการ กล่าวหาว่า โจทก์ พิมพ์หนังสือชื่อ"สมัคร จาบจ้วง ป๋าเปรม ถึงนอมินีทักษิณ" ขึ้นมาใหม่หลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว โดยพวกจำเลย ให้คนเสื้อแดง ไปคุกคามโจทก์ที่พรรคประชาธิปัตย์ด้วย และมีการนำรายการที่ออกอากาศเผยแพร่ในเว็บไซต์ ไทยพีพีทีวีด้วย ทั้งที่หนังสือดังกล่าวได้พิมพ์เผยแพร่ ที่สนามหลวง เมื่อวันที่ 23 มี.ค.51 โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพาณิช เป็นประธานในพิธีเปิดตัวหนังสือฉบับนี้ ร่วมกับนายปรีชา สามัคคีธรรม ก่อนที่นายสมัครจะถึงอสัญกรรม โดยจำเลยทั้งสาม ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว มีโจทก์ , ผู้ช่วยโจทก์ และ รปภ.พรรคประชาธิปัตย์ เบิกความสอดคล้อง ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสาม ร่วมกันจัดรายการความจริงวันนี้ ออกอากาศผ่านช่องพีทีวี เมื่อค่ำวันที่ 27 พ.ย.52 โดยนำหนังสือ"สมัคร จาบจ้วง ป๋าเปรม ถึงนอมินีทักษิณ" ที่โจทก์จัดพิมพ์มาแสดงในรายการพร้อมกล่าวหาว่าโจทก์ทำหนังสือขึ้นมาใหม่หลังจากที่นายสมัคร ถึงอสัญกรรมแล้ว และยังกล่าวว่าโจทก์เป็นคนเลว เหยียบย่ำผู้ตาย โดยเมื่อมีผู้รับชมการออกอากาศแล้ว ต่อมาวันที่ 28 พ.ย.52 มีกลุ่มคนหลายร้อยคน ไปชุมนุมหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้โจทก์ขอขมา รวมทั้งร้องเรียนไปยังสภาผู้แทนราษฎรให้ตรวจสอบจริยธรรมโจทก์ด้วย 

นอกจากนี้ โจทก์ ยังมีพยานที่ร่วมเปิดตัวหนังสือเมื่อปี 51 มาเบิกความ พร้อมมีพยานหลักฐานเป็นภาพถ่าย ซึ่งรับฟังได้ว่า โจทก์ จัดพิมพ์หนังสือ ตั้งแต่ช่วง มี.ค.51 ก่อนที่นายสมัครจะถึงอสัญกรรมและจัดพิมพ์เพียงครั้งเดียวไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหน้าปกหนังสือ ที่เป็นพื้นสีดำและรูปหน้าของนายสมัคร โดยการเปิดตัวหนังสือก็มีสื่อมวลชนและบุคคลอื่นร่วมอยู่ด้วย จึงไม่ใช่การพิมพ์หนังสือไว้อาลัยในช่วงที่นายสมัคร เสียชีวิต 

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ได้หนังสือนี้มาจากผู้สื่อข่าวที่อาคารรัฐสภา ซึ่งระบุว่ามีการนำมาแจกให้กับผู้สื่อข่าวนั้น จำเลยไม่มีพยานในส่วนนี้มาเบิกความ และที่อ้างว่าไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูลก่อนโดยการพูดถึงโจทก์เป็นการกล่าวตักเตือน ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสาม เคยทำงานการเมืองมาหลายปี อีกทั้งหากจะออกอากาศก็ควรต้องใช้ความระมัดระวังตรวจสอบข้อมูลก่อนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายข้อต่อสู้ของจำเลย จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ 

การกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการนำความเท็จมากล่าว พร้อมตำหนิโจทก์ ซึ่งมีการเผยแพร่ทางสถานีพีทีวีที่มีผู้ชมจำนวนมาก และยังสามารถดูย้อนหลังได้ผ่านเว็บไซต์ เมื่อการกล่าวของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความจริง จึงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และการกระทำของจำเลยยังเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ ที่เคยเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเคยร่วมเป็นคณะกรรมาธิการหลายคณะ ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติคุณ รวมถึงครอบครัวโจทก์ด้วย จึงเห็นสมควรให้จำเลยทั้งสามต้องชดใช้จากการทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย 

แต่ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสาม ร่วมกันกระทำความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ในการนำข้อความที่กล่าวในรายการ นำมาลงในเว็บไซต์นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบ ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสาม เป็นผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังน่าสงสัยว่าจำเลยทั้งสาม ไม่ได้เป็นผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบหรือเป็นผู้สั่งการให้กระทำ 

จึงพิพากษา ให้จำคุกจำเลยทั้งสาม ในความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ ตาม ม.328 และ 332คนละ 1 ปี และปรับคนละ 50,000บาท หากไม่ชำระค่าปรับ ก็ให้กักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 โดยในส่วนของโทษจำคุกนั้น เมื่อศาลพิจารณาพฤติการณ์แล้ว เห็นว่าไม่ร้ายแรง จึงให้รอการลงโทษจำเลยทั้งสาม ไว้กำหนดคนละ 2 ปี 

โดยศาลยังมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสาม ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการทำละเมิดโจทก์จำนวน600,000บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 29 ธ.ค.55 และให้จำเลยทั้งสาม ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ คมชัดลึก และแนวหน้า เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสาม ชำระค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย 10,000 บาท 

ด้านนายสุภาพ เพชรศรี ทนายความจำเลยระบุว่าจะต้องยื่นอุทธรณ์ในส่วนของอาญา และแพ่งซึ่งแม้เรายอมรับว่าได้กล่าวถึงโจทก์ในรายการจริงแต่เรายืนยันว่า เจตนาเพื่อตักเตือนโจทก์อีกทั้งพบว่าหนังสือแม้จะพิมพ์ตั้งแต่ 51 แต่ก็ยังมีการนำมาแจกอยู่ 

ขณะที่นายวัชระอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากคำพิพากษาของศาล ตนยังจะให้ทนายความยื่นอุทธรณ์ต่อในบางประเด็น ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจศาลอุทธรณ์ต่อไป 

นายวัชระ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ออกมาแถลงจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสวนทางกับความคิดของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า ตนเป็นลูกพรรค คงต้องปฏิบัติตามหัวหน้าพรรค เพราะหัวหน้าพรรคมีความคิดในเรื่องที่จะเสนอให้ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ตนในฐานะลูกพรรคก็ต้องเห็นด้วยกับความคิดของหัวหน้าพรรค 

นายวัชระ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ควรผ่านในชั้นของ สปช.เพราะถ้าร่าง รธน.ผ่านแล้วไปถึงชั้นของประชามติ ก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ถ้าผลประชามติออกมาในทางด้านไม่รับร่าง รธน. ก็จะนำไปสู่เงื่อนไขการขับไล่รัฐบาล คสช.ในที่สุด

"นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ มีความหวังดีต่อประเทศชาติ จึงเห็นควรว่า สปช.ควรจะใช้วิจารณญาณให้รอบครอบมาที่สุด เพราะในการพิจารณาร่างของ สปช. ความขัดแย้งจะยังคงอยู่ที่สภาไม่ได้ขยายวงไปทั่วประเทศ หากร่างผ่าน สปช.ไปแล้ว รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิที่จะห้ามความคิดของประชาชน ที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง รธน.ฉบับนี้"นายวัชระ กล่าว

นายวัชระ กล่าวว่า โดยเฉพาะเรื่องของการปราบปรามทุจริต ซึ่งร่าง รธน.ฉบับใหม่ ตัดอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ในการที่จะวินิจฉัยไต่สวนข้าราชการที่ประพฤติมิชอบ ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไปและร่วมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ ป.ป.ช.วินิจฉัยและไต่สวนได้เพียงหัวหน้าส่วนราชการเท่านั้น ทำให้ ป.ป.ช.ไม่สามารถแสวงหาหลักฐานการประพฤติมิชอบของราชการได้ทั้งระบบ เพราะทุกอย่างมันเป็นกระบวนการ ไม่ได้หมายความว่าหัวหน้าส่วนราชการจะประพฤติมิชอบเพียงคนเดียว แต่เริ่มขึ้นตั้งแต่ระดับร่างขึ้นไปจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ 

เมื่อถามว่า หากร่าง รธน. ผ่าน สปช.พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเคลื่อนไหวไปในทางใดนายวัชระกล่าวว่า ขณะนี้นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปต่างประเทศ จึงต้องรอฟังว่าหัวหน้าพรรคจะส่งสัญญาณ อย่างไรต่อไป