เสวนาขับเคลื่อนวาระปฏิรูปประเทศ "อลงกรณ์"อัดพรรคการเมืองติดกับดักตัวเอง บางพรรคไม่ใช่สถาบันการเมืองที่แท้จริง
รัฐสภา-สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมสัปดาห์แห่งการเรียนรู้ ซึ่งมีการเสวนาหัวข้อเรื่อง"ขับเคลื่อนวาระปฏิรูปประเทศ" โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมบรรยาย โดย นายอลงกรณ์ กล่าวว่า เราต้องมีรัฐธรรมนูญที่มีการปฏิรูปจะคิดแบบเดิมไม่ได้ แม้ว่าสปช.จะมีเวลาแค่ 11 เดือน ทำงานได้เพียง 4 ใน 5 จากที่หวังไว้
แต่งานที่สำคัญที่เสร็จสมบูรณ์ คือ การจัดทำพิมพ์เขียวประเทศหรือแผนแม่บทการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้ส่งมอบให้กับรัฐบาลแล้ว เพราะการปฏิรูปที่ผ่านมาทุกฝ่ายไม่ลงมือดังนั้นหากจะขับเคลื่อนการปฏิรูปให้สำเร็จต้องมีพิมพ์เขียวประเทศ ซึ่งการปฏิรูปได้มีการวางไว้ 3 กรอบ คือ 1.ปฏิรูปได้ทันที 2. ปฏิรูปเสร็จในวาระของสปช. และ.3.เรื่องปฏิรูปที่ต้องใช้เวลานาน เช่น การปฏิรูปการศึกษา ดังนั้น ช่วงเวลาของการปฏิรูปจึงไม่สามารถเขียนในรัฐธรรมนูญแบบปลายเปิดได้ เพราะจะถูกกล่าวหาว่ารองรับอำนาจรัฐประหาร ซึ่งวันที่ 6 ก.ย.นี้ที่เป็นวันที่สปช.จะโหวตร่างรธน. ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะรับหรือไม่ หากไม่รับก็ต้องรอ 180 วัน เพื่อให้รัฐบาลแต่งตั้งกมธ.ยกร่างฯมายกร่างกันใหม่
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า เข้าใจความรู้สึกของพรรคการเมือง ว่าเหตุใดจึงไม่เห็นด้วยกับการมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.) ซึ่งมองได้ 2 มุม คือ มุมการเมือง เพราะการที่มีรัฐบาล มีสภาจากการเลือกตั้งแล้ว ยังมีองค์กรที่มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์เหนือรัฐบาล และ2.พรรคการเมืองคุ้นเคยกับการมีรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา มีองค์กรอิสระ ซึ่งเขามองว่าภารกิจการปฏิรูปเป็นของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าถ้าพรรคการเมือง มีความเป็นประชาธิปไตยเพียงพอคงรักษาประชาธิปไตยไว้ได้
หากมีความซื่อสัตย์คงไม่เกิดการรัฐประหาร และหากไม่แบ่งแยกประชาชนคงไม่เกิดการยึดอำนาจ วันนี้พรรคการเมืองต้องตอบคำถามว่า ที่ผ่านมาทำไมรักษาประชาธิปไตยไว้ไม่ได้ เหตุใดจึงเกิดการคอร์รัปชั่น และเหตุใดจึงแบ่งแยกประชาชน ส่วนการบริหารราชการเหตุใดจึงไม่เกิดการปฏิรูป จึงทำให้ ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาประชาธิปไตยมา 83 ปีแล้ว แต่ตกอยู่ในระบบประชาธิปไตยแบบผู้แทน เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองทั้งหมด
"พรรคการเมืองยังไม่ใช่สถาบันการเมืองอย่างแท้จริง บางพรรคที่ดูจะเป็นสถาบันการเมืองก็ยังมีคุณตา คุณปู่ คอยควบคุมอยู่ตลอดไม่เกิดการพัฒนา บางพรรคยังยืนอยู่ภายใต้ทุนทางการเมือง นักการเมืองติดกับดักตัวเองตกเป็นทาสของระบบ ทำให้ตกอยู่ในอิทธิพลของทุนการเมือง เพราะต้องแข่งขันเพื่อช่วงชิงชัยชนะ ดังนั้น การปฏิรูปต้องพัฒนาให้เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม พิมพ์เขียวเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง จะช่วยให้นักการเมืองปลดแอกจากสภาพที่เป็นอยู่ “นายอลงกรณ์ กล่าว
ด้านนายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การปฏิรูปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา 5 ปี 10 ปี ซึ่งครั้งนี้สปช.ได้ขับเคลื่อนแนวคิดการปฏิรูปในระดับหนึ่งแล้ว โดย 11 เดือนที่สปช.ได้ทำหน้าที่ ถือว่าได้ทำสิ่งที่ครอบคลุมประเด็นหลักๆของประเทศเกือบทั้งหมด ส่วนคปป. ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นั้น สปช.เห็นว่าควรมีองค์กรที่จะทำหน้าที่ปฏิรูป ขับเคลื่อนให้การปฏิรูปบรรลุเป้าหมาย วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยยังทะเลาะกันอยู่ และแม้ว่าจะเข้าสู่ระบบปกติความขัดแย้งก็จะกลับมาอีก จึงเป็นที่มาขององค์กรที่จะต้องมาดูแลเรื่องความปรองดอง จึงเกิด คปป.ขึ้นมาเพื่อดูและในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน
ทั้งนี้ ยืนยันว่า คปป.ไม่ได้ถูกเสนอมาในนาทีสุดท้าย แต่เป็นวิวัฒนาการของแนวคิดโดยมาจากการรวบรวมความเห็นของทุกคน ประเด็นนี้เป็นการสร้างความปรองดองของประเทศ เพราะไม่เคยเห็นพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ปรองดองกันมานานมากแล้ว





