‘ประสาร’ มั่นใจ สปช. ให้ผ่านร่างรธน. แบบทิ้งห่าง แจงคปป.เป็นใบสั่งจากสถานการณ์เฉพาะ
นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า จากการประเมินเสียงของสปช.มั่นใจว่าส่วนใหญ่จะเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 180 เสียงอย่างต่ำ โดยทิ้งห่างคะแนนที่ไม่เห็นชอบ เนื่องจากเมื่อได้นำรายชื่อมาพิจารณาเป็นรายบุคคลในแต่ละคณะแล้ว จะพบว่าบางคณะจะเห็นชอบทั้งหมด บางคณะมีผู้ไม่เห็นชอบเพียง 1-2 คน นอกจากนี้ยังมีคนที่ลังเลตัดสินใจไม่ได้ประมาณ 20 คน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มเห็นชอบด้วยเช่นกัน
"ในขั้นตอนการทำประชามตินั้น เป็นการวัดใจระหว่างนักการเมืองและฐานเสียงก็คือประชาชน ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนจะให้ผ่านร่างรธน.ฉบับนี้ โดยล่าสุดโพลของนิด้าโพลก็ออกมาชัดเจนแล้วว่า ประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 40 เปอร์เซ็นต์ และไม่เห็นชอบเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น" นายประสาร กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงคำถามควบคู่ในการทำประชามติของสปช. นายประสาร กล่าวว่า หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านสปช.จะต้องมาลงมติกันว่าจะส่งคำถามให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาหรือไม่ หากมีมติว่าส่ง ก็ต้องนำญัตติทั้ง 2 คำถามของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ว่าให้ปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้ง กับคำถามของตนที่เสนอให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป 4 ปีแรกหลังใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มต้องมาอภิปรายรายละเอียดในที่ประชุมเพื่อให้สมาชิกลงมติตัดสินกันต่อไป
แจงคปป.เป็นใบสั่งจากสถานการณ์เฉพาะ
นายประสาร ได้แถลงในนามส่วนตัวถึงประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เป็นอำนาจรัฐซ้อนรัฐ และเป็นการทำตามใบสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นใบสั่งจาก คสช. แต่เป็นใบสั่งของสถานการณ์จำเพาะในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นความจริงของประเทศไทยที่ไม่เหมือนชาติใดในโลก
อย่างไรก็ดี การระบุให้มี คปป. ในร่างรธน. ฉบับนี้มีต้นเหตุมาจากสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย ที่เกิดปัญหาวิกฤติทางการเมืองจนเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนต้องแสดงเจตจำนงทางการเมือง เรียกร้องให้มีการปฏิรูป โดยปัญหาก็คือพรรคการเมืองของไทยนั้นเล่นเกมอำนาจ แบ่งปันผล ทำประชานิยมแบบล้นเกินอย่างไม่รับผิดชอบ ซึ่งต้องถามว่ามีพรรคไหนบ้างที่มีหัวใจและความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปจริง ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ เพื่อตอบสนองเจตจำนงของประชาชนที่ไม่ต้องการกลับไปสู่การเมืองน้ำเน่าแบบเดิมอีกต่อไป
นายประสาร ยังได้กล่าวอีกว่า คปป.มีหน้าที่ผลักดันการปฏิรูป ซึ่งในม.261 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในยามที่เกิดวิกฤติ รัฐบาลเอาไม่อยู่ คปป. จะเข้ามาช่วย เปรียบได้กับบันไดหนีไฟ เพราะถ้าไม่มีเครื่องมือดังกล่าว หากเกิดสถานการณ์ที่เป็นวิกฤติทางการเมือง ก็คงไม่พ้นที่จะต้องให้ทหารเข้ามายึดอำนาจอีก
"นายโดมินิก รุซโซ นักวิชาการด้านกฎหมายจากฝรั่งเศสได้กล่าวไว้ว่า รัฐธรรมนูญที่แก้ไขความขัดแย้งอันเป็นวิกฤติของประเทศได้ จะต้องมีความสมดุลระหว่างคันแร่งและเบรค อีกทั้งรัฐธรรมนูญแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิหลังที่แต่ละประเทศมี ตนเห็นว่า คปป. นี้เองเป็นเหมือนกับเบรคดังกล่าว ถ้านักการเมืองเคารพเสียงสวรรค์ของประชาชนจริง ก็ควรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เข้าสู่กระบวนการทำประชามติ"





