"อนุพงษ์-ซอร์ เค็ง"ลงนามร่วมมือ 5 ข้อสานสัมพันธ์เน้นประโยชน์ประชาชน "ไทย- กัมพูชา"
ที่โรงแรมอนันตรา สยาม ถนนราชดำริ กรุงเทพฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และสมเด็จกลาโหมซอร์ เค็ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมคณะเป็นประธานร่วมในการประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 5 พร้อมลงนามในบันทึกการประชุมพบปะหารือ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยมิตรไมตรีที่ดี ทั้งสองฝ่ายแสดงความพอใจกับพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชาในภาพรวม มุ่งมั่นที่จะยกระดับความสัมพันธ์ และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ สำหรับผลการประชุมฯ ทั้งสองฝ่ายยืนยันถึงการกระชับความร่วมมือระหว่างกันด้วยความแน่นแฟ้นและได้มีการร่วมลงนามในบันทึกการประชุมโดยประธานร่วมของทั้งสองฝ่าย ซึ่งครอบคลุมสาระสำคัญของความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1.ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนบริเวณชายแดนโดยทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือร่วมกันถึงการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในบริเวณพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว – จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดตราด – จังหวัดเกาะกง และความร่วมมือการพัฒนาความเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในภูมิภาค โดยเฉพาะการก่อสร้างเส้นทางรถไฟระหว่าง อำเภออรัญประเทศ – ปอยเปต ตลอดจนการเร่งรัดการดำเนินการเปิดจุดผ่านแดนถาวรแห่งใหม่ที่บ้านหนองเอี่ยน จังหวัดสระแก้ว และจุดผ่านแดนถาวรสตึงบท ควบคู่ไปกับการเปิดจุดผ่านแดนถาวรแห่งใหม่ที่บ้านป่าไร่ จังหวัดสระแก้ว และจุดผ่านแดนถาวรโอเนียง จังหวัดบันเตียเมียนเจย รวมถึงการเปิด และยกระดับจุดผ่านแดนให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรอีกจำนวน 5 จุด ได้แก่ 1. ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ตรงข้ามกับ ช่องอานเซะ จังหวัดพระวิหาร 2. บ้านเขาดิน จังหวัดสระแก้ว ตรงข้ามกับ พนมได จังหวัดพระตะบอง 3. บ้านท่าเส้น จังหวัดตราด ตรงข้ามกับ บ้านทมอดา จังหวัดโพธิสัตว์ 4. ช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ ตรงข้ามกับ ช่องจุ๊บโกกี จังหวัดอุดรมีชัย เป็นการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันในภาคประชาชน รวมทั้งส่งเสริมการค้า การลงทุน ตลอดจนการท่องเที่ยวตามแนวชายแดนมากขึ้น
2. ความร่วมมือด้านการปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การเกษตร การสาธารณสุข การพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยว การบริหารจัดการภัยพิบัติ
3. ความร่วมมือด้านการเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในไทย โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการข้ามแดนระหว่างประเทศทั้งสอง ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2558 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะอนุญาตให้แรงงานของทั้งสองประเทศใช้บัตรผ่านแดนสำหรับเข้ามาทำงานบริเวณชายแดนในลักษณะไป-กลับ และตามฤดูกาล
4. ความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญากรรมอื่น ๆ ในพื้นที่ชายแดน เช่น การลักลอบตัดไม้พะยูง การค้ามนุษย์ การลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย ปัญหายาเสพติด ตลอดจนการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ บริเวณชายแดน โดยการบังคับใช้กฎหมายและขั้นตอนการปฏิบัติจะอยู่บนพื้นฐานด้านมนุษยธรรม
5. ความร่วมมือผ่านกลไกในระดับจังหวัดและท้องถิ่นทั้งสองฝ่ายส่งเสริมให้มีการจับคู่เมืองคู่มิตร โดยผลักดันให้มีการจัดตั้งกลไกการหารือร่วมระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งในคราวการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความยินดีต่อการลงนามสถาปนาเมืองคู่มิตรระหว่าง จังหวัดสุรินทร์กับจังหวัดอุดรมีชัย โดยมีหัวหน้าคณะฝ่ายไทยและหัวหน้าคณะฝ่ายกัมพูชาร่วมเป็นสักขีพยาน และสนับสนุนให้เมืองคู่มิตรระหว่างไทย-กัมพูชา ได้ดำเนินกิจกรรมโครงการเพื่อกระชับความสัมพันธ์และสนับสนุนความร่วมมือและการพัฒนาร่วมกัน
ต่อมา รมว.มหาดไทยของทั้ง 2 ประเทศ ได้ร่วมเป็นประธานในการแถลงข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สมเด็จกลาโหมซอร์ เค็ง เน้นในการประชุมครั้งนี้ คือการให้ผู้ว่าฯของไทย-กัมพูชา ที่อยู่ติดกัน คือทางไทย 7 จังหวัด ทางกัมพูชา 9 จังหวัด ปฏิบัติงานประสานกันตามกรอบทุกๆเรื่อง อยากให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน และอยากให้ทั้งสองฝ่ายมีคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่สงบสุข ขณะที่เรื่องหารือ มีทั้งเรื่องการร่วมมือด้านเขตเศรษฐกิจพิเศษ เรื่องการค้าซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับการเปิดจุดผ่านแดนถาวรทั้งของเก่า และใหม่ เรื่องการปรับปรุงคุณภาพชีวิต การรักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงการป้องกันปัญหาอาชญากรรมตามแนวชายแดน
"สำหรับปัญหายาเสพติด และการค้ามนุษย์ ขอให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันโดยใกล้ชิด ทางไทย กับกัมพูชามีความเห็นชอบทำสายตรงร่วมถึงกันเพื่อแก้ปัญหา เป็นการแลกเปลี่ยนการติดต่อสื่อสาร ทางกระทรวงมหาดไทยกัมพูชามีการปกครองทุกฝ่ายโดยสมเด็จกลาโหมซอร์ เค็ง แต่สำหรับทางกระทรวงมหาดไทยของฝ่ายไทย เป็นที่ทราบกันดีว่าได้แยกหน่วยแล้ว ดังนั้นการประสานงานก็ต้องดำเนินการโดยผู้ว่าราชการจังหวัด"พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
ด้านสมเด็จกลาโหมซอร์ เค็ง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จไปด้วยดี โดยตนได้ปฏิบัติงานและทำหน้าที่อย่างจริงใจ ปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งในระดับต้นและระดับอาวุโส ดำเนินเป้าหมายสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีปัญหาหลายอย่างที่เห็นชอบร่วมกัน เช่น เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะตามเขตแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การเสริมสร้างสันติสุข การเสริมสร้างเสถียรภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมตามแนวชายแดน และการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศให้ไปมาหาสู่กัน นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายมีการพบปะหารือกัน
ทั้งนี้ยังมีการสานต่อการพัฒนาร่วมกันตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในเรื่องการเปิดด่านถาวรแห่งใหม่ อาจมีการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการเสริมสร้างและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา
"ในเรื่องการแลกเปลี่ยนสายตรงนั้น เราไม่ได้ดำเนินการเพียงแค่ในระดับผู้ว่าฯ หรือท้องถิ่นเท่านั้น ผมและพล.อ.อนุพงษ์ ก็ได้มีการแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กันแล้ว หากมีปัญหาอะไร สามารถติดต่อหากันได้โดยตรง"รองนายกฯ และรมว.มหาดไทยกัมพูชา กล่าวและว่า
สำหรับบัตรผ่านแดน จากเดิมในส่วนของกัมพูชามี 2 แบบ คือสีน้ำเงิน และเหลือง ส่วนไทยมีเพียงสีเดียว จึงได้ตกลงให้มีสีเดียวเหมือนกัน ไทยสามารถออกบัตรได้ตั้งแต่ระดับอำเภอ แต่ของทางกัมพูชาต้องเป็นระดับจังหวัด
อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบที่จะเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตรงกับความเป็นจริง และสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกัน ก่อนร่วมกันก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็งในปลายปี 2558 การประชุมคณะผู้ว่าฯชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งต่อไป คือ ครั้งที่ 6 ทางฝ่ายกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม





