วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จักรทิพย์'ยันมีกลุ่มวางระเบิดราชประสงค์ในใจแล้ว

"พล.ต.อ.จักรทิพย์"ระบุมีกลุ่มวางระเบิดในใจ แต่ไม่เปิดเผย รอหลักฐานชี้ชัด เชื่อคนไทยไม่กล้าทำขนาดนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) - พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีระเบิดกรณีกระแสข่าวที่ระบุชุดสืบสวนได้นำตัวผู้ต้องสงสัยชาวตุรกีมาสอบสวนว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบและยังไม่ได้รับรายงานแต่อย่างใด ขอเวลาตรวจสอบในเรื่องนี้ก่อน โดยจะสอบถามไปยังชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ว่า ข้อเท็จริงเป็นอย่างไร ถ้าหากมีการสอบสวนจริง อย่างไรก็ตามตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งออกเลยตามที่ ผบ.ตร. ระบุมาโดยตลอด และไม่ได้ให้น้ำหนักประเด็นอะไรเป็นพิเศษ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า เพิ่งได้ทราบข่าวจากสื่อมวลชนเช่นกันว่า มีประเด็นของกลุ่มเกรย์วูล์ฟ จากประเทศตุรกี ทั้งนี้โดยปกติแล้วคนกลุ่มแบบนี้มันก็มีอยู่แล้ว เช่น กลุ่มคลั่งศาสนาหรืออะไรทำนองนี้ ที่ประเทศอื่นก็มีอยู่แล้วเช่นกัน และในประเทศไทยนั้นเท่าที่ทราบก็มี เช่นสมาคมฝ่าหลุนกง เป็นต้น ซึ่งจากการทำงานด้านความมั่นคงไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มนี้เท่านั้น 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มที่มีในบัญชีของความมั่นคงตอนนี้ มีศักยภาพเพียงพอที่จะลงมือก่อเหตุที่ราชประสงค์หรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ในอดีตยังไม่เคยมีปรากฎเหตุการณ์จากกลุ่มพวกนี้ โดยที่ผ่านมานั้น ทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดไม่เคยมีรุนแรงขนาดนี้ หากถามว่าอาจเป็นมูลเหตุที่สามารถทำให้คิดได้ว่าจะนำมาก่อเหตุหรือเปล่านั้น ก็อยู่ในประเด็นที่เราตั้งไว้อยู่แล้วทุกประเด็น เพราะคดีนี้เป็นที่สนใจของสังคม

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวต่อว่า จากเหตุกาณณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยากเชื่อว่าคนไทยจะทำขนาดนี้ ไม่เชื่อเลยว่าคนไทยจะกล้าทำกับคนไทยด้วยกันขนาดนั้น แต่ยืนยันไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง คิดว่าในระดับรัฐบาลมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ตำรวจก็ได้นำเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ถึงประเด็นข้อสงสัยข้อสันนิษฐานถึงกลุ่มต่างๆอยู่แล้ว ทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงทำงานร่วมกัน ทั้งกอ.รมน. สันติบาล และหน่วยข่าวกรองต่างๆ ซึ่งข้อมูลหลายอย่างก็สอดคล้องกัน รวมทั้งในประเด็นเรื่องอุยกูร์ด้วย

เมื่อถามถึงประเด็นกลุ่มชาวเติร์กหัวรุนแรงในตุรกีที่เคยเผาสถานทูต พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ก็กำลังตรวจสอบในเรื่องนี้อยู่ ขณะนี้อะไรที่เป็นเบาะแส เป็นข่าว เราก็ได้พิสูจน์ทราบเกือบทุกเรื่อง

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ถามต่อว่า เชื่อมโยงเหตุที่ซอยปรีดี พนมยงค์ กรณีระเบิดของชาวอิหร่าน หรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ บอกว่า ยังไม่แน่ใจ ตรวจสอบอยู่ ตอนนี้ยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยง โดยชุดสืบสวนของบช.น. ได้สอบปากคำกับผู้ต้องหาคดีนั้นแล้ว ต้องเขาใจว่าตำรวจทำงานจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ 

"ขณะนี้การสืบสวนเรากำลังหาตัวคนร้าย ไม่ได้หาว่าเขาอยู่ไหน แต่กำลังแกะรอยจากวิธีการของเรา ไม่ได้ดูว่าคนร้ายหนีออกไปหรือยัง แต่พยายามระบุตัวคนร้ายให้ได้ ที่ผ่านมาก็ประสานขอกล้องจากกทม.เพิ่มเติมตลอด เพราะภาพมันยังไม่ต่อเนื่องยังปะติดปะต่อจิ๊กซอว์กันอยู่ สำหรับกล้องกทม. มันไม่ถึงกับเป็นอุปสรรค เพียงแต่อาจเกิดความบกพร่องจากเทคโนโลยีของกล้องต่างๆ ซึ่งทางกทม. เขาก็ได้ให้ความร่วมมือมาตลอดในทุกคดี ส่วนระเบิดที่ท่าเรือสาทรกับแยกราชประสงค์เป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่นั้น ขอเวลาพิสูจน์ก่อน ทุกวันนี้กำลังทำอยู่ เพราะถูกถามตลอดว่าเชื่อมโยงหรือไม่ คนร้ายออกไปหรือยัง" รอง ผบ.ตร. ระบุ 

เมื่อถามว่า มีคำถามทุกวัน กดดันหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ตอบว่า ปกติ เราก็อยากได้ตัวคนร้าย ทำงานเต็มที่ ชุดทำงานเดินหน้าตลอด มีความคืบหน้าในบางด้าน ไม่ถึงกับไม่มีความคืบหน้าเสียเลย ส่วนเรื่องตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์นั้น ขอไม่พูด เอาเป็นว่าคดีนี้คืบหน้าพอสมควร ส่วนจะมีความชัดเจนจะออกหมายจับสาทรหรือยังนั้น เราต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยเพื่อความรอบคอบ 

"เรื่องหมายจับพรุ่งนี้ก็ออกได้ แต่ยังไม่ออก ดูความเชื่อมโยงอีกนิด รวมถึงดูรายละเอียดทางด้านธุรการด้วยว่าจะไปขอที่ศาลใด เหตุการณ์ที่สาทรนั้นจะเป็นความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นหรือไม่นั้น ผมก็ว่าเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะถ้าเขาเจตนาจะฆ่าคนแบบที่ราชประสงค์ก็คงวางบนบกไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาลงไปในน้ำ ผมคิดเองว่าลูกแรกเขาทำสำเร็จแล้ว แต่ที่อยากรู้คือบังเอิญมาเกี่ยวข้องกับลูกที่สองได้อย่างไรเท่านั้นเอง"พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวด้วยว่า ในอนาคตถ้าการป้องกันเหตุทำได้ดี เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นได้ยากกว่าตอนนี้ ซึ่งเราต้องเรียนรู้วิธีป้องกันในเชิงรุกด้วย ไม่ใช่ให้เขาก่อเหตุอยู่เรื่อย ซึ่งรัฐบาลก็ได้เน้นย้ำมาแล้ว ส่วนสื่อพยายามที่จะถามว่ากลุ่มไหนเป็นผู้ก่อเหตุ ต้องยืนยันหรือย้ำอีกครั้งว่า เปิดเผยไม่ได้ แต่พอจะอนุมานได้แล้วว่าเป็นกลุ่มใด อยู่ในใจแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในประชาคมโลกนี้แหละ เป็นมนุษย์โลกนี้แน่นอน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ตำรวจให้น้ำหนักเป็นกลุ่มต่างชาติมากกว่าคนไทยหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ตอบว่า “ครับ แต่ก็เท่าๆกัน เพราะยังไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มไหน จากข้อมูลภาพวงจรปิดมีคนเดินเข้ามาก็รู้แล้วว่าเป็นใครใช่หรือไม่ ซึ่งการสืบสวนมันก็ต้องคืบหน้าไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว เพราะบนกระดานนักสืบมันมีอยู่แล้ว” 

ทั้งนี้ สื่อมวลชนได้ขอให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนคลี่คลายคดีดังลก่าวตั้งโต๊ะแถลงข่าวความคืบหน้าทุกวันเวลา 10.00 น. ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุว่ายินดีให้ข้อมูล ผู้สื่อข่าวถามต่อว่านอกจากการปิดเมืองค้นหาคนร้าย ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ หรือตรวจสอบเส้นทางเข้าออกประเทศ ตอนนี้มีสิ่งใดบ้างที่ตำรวจยังไม่ได้ทำ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า “ถ้าเอาความจริง คือยังไม่ได้ไปบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพึ่งทางไสยศาสตร์เลย แต่จริงๆมันไม่ต้องพึ่งหรอก มันต้องมีสักวันหนึ่ง ที่ตำรวจดวงดีเจอกับโจรดวงซวย”

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ได้ส่งข้อมูลไปให้อินเตอร์โพล์เพื่อให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลคนร้ายตามหมายจับแล้ว ตามที่ไทยมีสนธิสัญญาด้วย เพียงแต่ปัญหาตอนนี้คือเรายังไม่รู้ชื่อคนร้าย จึงระบุประเทศไม่ได้ ซึ่งเท่าที่ได้รับข้อมูลประสานกลับมายังไม่ใช่คนร้ายตามหมายจับ ซึ่งตอนนี้สื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อออนไลน์ มีการชี้นำในประเด็นชาวอุยกูร์กันไปแล้ว แต่ตำรวจไม่กังวล เพราะทำไปตามพยานหลักฐาน เพื่อความถูกต้อง ซึ่งตำรวจก็อยากรู้เช่นกันว่าเป็นกลุ่มไหนที่มาทำกับประเทศไทยแบบนี้ สำหรับการส่งกลับชาวอุยกูร์ทางรัฐบาลก็ทำตามหลักกฎหมายถูกต้องแล้ว ส่วนทางกลุ่มสิทธิมนุษยชนจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรนั้นก็เป็นเรื่องของเขา เขาไม่ทำอะไรนอกจากมีหน้าที่จับผิดเจ้าหน้าที่