วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บวรศักดิ์'ย้ำคืนประชาธิปไตยพ้นระยะ 5 ปี

"บวรศักดิ์"แนะประชาชน พิจารณา 3 ประเด็นในร่างรธน.ก่อนตัดสินใจโหวตร่างรธน. ย้ำคืนประชาธิปไตยเต็มรูป ให้เมื่อพ้นระยะ 5 ปีหลังร่างรธน.ประกาศใช้

คณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เปิดห้องประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้สื่อมวลชนซักถามในประเด็นและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันแรก เป็นประเด็นที่ว่าด้วยร่างรัฐธรรมนูญต่อการแก้ไขปัญหาในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า หากตนเป็นประชาชนที่จะออกเสียงประชามติจะใช้ 3 หลักเกณฑ์พิจารณาก่อนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม ได้แก่ 1.การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในอดีต , 2.มีความก้าวหน้าจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มากน้อยแค่ไหน อาทิ ด้านสิทธิและเสรีภาพ และ 3.ก่อให้เกิดการปฏิรูปตามการเรียกร้องของประชาชน ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 หรือไม่ 

"พิจารณาภาพรวมให้ดีด้วยการใช้วิจารญาณด้วยตัวเอ ไม่ใช่ฟังคำวิจารณ์ของนักการเมือง ที่บิดเบือนเนื้อหาภาพรวม ทั้งนี้คำวิจารณ์ของนักการเมืองที่ออกมาสนใจเฉพาะโครงสร้างอำนาจ เช่น ที่มา ส.ส., นายกฯ คนนอก, การสรรหาส.ว. , คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ จะแย่งอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งผมยืนยันว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่มีอำนาจปลดรัฐมนตรี เพราะกรณีการแต่งตั้งรัฐมนตรี เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่แต่งตั้งตามคำแนะนำของนายกฯ ซึ่งการสั่งปลดนั้นไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามนักการเมืองไม่สนใจต่อประเด็นว่าประชาชนจะได้อะไร การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองคืออะไร หรือสิทธิและส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการปฏิรูปที่จะทำให้บ้านเมืองพ้นจากความจมปรัก" นายบวรศักดิ์ กล่าว  

นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การทำรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย คือการแก้ไขความขัดแย้งของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ผ่านมา และเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่ทางตัน และการฉีกรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสภาพสังคมไทยหากเปรียบช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ทางซ้ายคือประชาธิปไตยแบบตะวันตกเต็มรูปที่มีความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง ทางขวาคือสังคมไทยที่อยู่ภายใต้การรัฐประหาร มีรัฎฐาธิปัตย์และใช้อำนาจเด็ดขาด ซึ่งกรณีของระบอบรัฎฐาธิปัตย์ที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสากลหากจะอยู่ตลอดไป ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างต้องสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทย คือ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกเต็มที่ ที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. และเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อพ้น 5 ปีไปแล้ว ส่วนตอนนี้ขอสร้างประชาธิปไตยแบบเปลี่ยนผ่านจากรัฎฐาธิปัตย์ไปสู่ประชาธิปไตยเปลี่ยนผ่าน โดยมีคณะกรรมการฯ ที่เป็นองค์กรชั่วคราว 5 ปี กำกับดูแล

"สัญญาณของความขัดแย้งมีความชัด เพราะฟังผู้นำของทั้ง 2 พรรคการเมือง ก็พูดภาษาเดิม เหมือนปี 2548 – 2549 และ ปี 2556-2557 โดยพรรคหนึ่งบอกว่า 2 มาตรฐานไม่มีนิติรัฐ นิติธรรมไม่เคารพประชาธิปไตย อีกพรรคบอกว่าปรองดองแบบนี้ก็มีแต่ฮั้วกัน ตั้งโจทย์ผิด ซึ่งเป็นคำพูดที่เป็นแผ่นเสียงตกร่อง ซึ่งหากจะเอาประชาธิปไตยเต็มที่ก็กลับไปสู่วงเวียนความขัดแย้งแบบเดิม"นายบวรศักดิ์ กล่าว

นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนปัญหาของการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาที่มีการตีรวนรัฐบาลจนไม่สามารถทำงานได้นั้น บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญเขียนไม่ได้ เพราะกรณีที่จะไม่ให้เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่ายต้องทำงานร่วมกันแบบแฟร์เพลย์ หรือถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องไม่ใช้เสียงข้างมากลากไป 

ทางด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวด้วยว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา มีประเด็นและเนื้อหาที่ประชาชนเรียกร้องตรงกันคือการปฏิรูปประเทศ แต่อาจมีวาทะกรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องตอบโจทย์สังคม ซึ่งการยกร่างรัฐธรรมนูญตามเนื้อหาที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 กำหนดใน 10 ประเด็นถือเป็นลักษณะพิเศษที่เป็นทางเลือกและทางออกของบ้านเมือง ทั้งนี้สิ่งที่จะยืนยันในประเด็นดังกล่าวต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ส่วนเนื้อหานั้นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมจะเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาผ่านสื่อมวลชน หากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติเห็นชอบ เชื่อว่าสถานการณ์ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองจะมีหลักประกันที่เดินหน้า รวมถึงมีเครื่องมือที่แก้ไขวิกฤตในระยะ 5 ปี  

"ประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร จะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ หรือจะเห็นชอบด้วยหรือ ไม่หากเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจะสร้างความชอบธรรมที่นำไปสู่การรองรับบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้ต่อไป แต่หากไม่เห็นชอบก็เคารพการตัดสินใจขอประชาชน" นายคำนูณ กล่าว