"พล.อ.ไพบูลย์" เชื่อ "ประยุทธ์" ไตร่ตรองปรับครม. ต้องไม่แย่กว่าเดิม ระบุเห็นใจทีมเศรษฐกิจที่ทำงานไม่ง่าย แต่บ่นไม่ได้เพราะปชช.ให้มาแก้ปัญหา
พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่เชื่อว่าท่านพิจารณาแล้ว ไม่มีใครที่จะปรับเปลี่ยนแล้วคาดว่าจะไม่ดีขึ้น เรื่องและเชื่อว่านายกฯไตร่ตรองและมีฐานข้อมูล และคงรับฟังหลายๆด้านแล้วด้วยการเรียกคนนู้นคนนี้มา และท่านรู้ว่าถ้าปรับไปแล้วมันแย่กว่าเดิมก็เสียหาย
“ผมเชื่อว่าต้องดีขึ้น ผมเชื่อนะว่านายกคิดถึงจุดที่มีเป้าหมายให้ดีขึ้น วันนี้ก็ต้องให้เวลารัฐมนตรีใหม่ทำงาน แต่จุดที่ท่านเปลี่ยนท่านก็คาดหวังให้ดีขึ้นไม่ใช่เปลี่ยนให้เลวลง”รมว.ยุติธรรม กล่าว
เมื่อถามว่าในครม.ชุดเก่าได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบ เพราะวันนั้น(18ส.ค.) ท่านก็บอกทุกคนว่าทูลเกล้าฯไปแล้ว นายกฯไม่ได้บอกใคร รวมทั้งตนก็ไม่ทราบ และคนอื่นไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบตนอาจจะอยู่กับที่มั๊งเลยไม่ได้พูดอะไรด้วย เพราะตนบอกนายกฯตั้งแต่ตอนเป็นยังเป็นทหารก่อนให้ไปเป็นรมว.ยุติธรรมแล้วว่าขอให้ท่านหาคนที่ดีที่สุดมาก็แล้วกัน ถ้าจะปรับเปลี่ยนตนออกก็ไม่มีปัญหา เพราะนายกฯดูแลบ้านเมืองก็ต้องให้สิทธิท่าน
เมื่อถามว่านายกให้เหตุผลอะไรกับท่านหรือไม่ในการให้ดำรงตำแหน่งรมว.ยุติธรรมเหมือนเดิม พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่รู้ เพราะไม่เคยถาม เพียงแต่บอกนายกขอให้ท่านสบายใจว่าท่านมีคนดีคนใหม่ให้ปรับได้เลยได้ตลอด แต่ท่านก็บอกกลับมาว่า “พี่มั่นใจว่าน้องทำได้” ซึ่งตนก็ทำเต็มที่ และย้อนถามว่าตนเข้ามาแล้วทำได้หรือไม่ อยู่มาปีกว่าคิดว่าตนอยู่ตรงนี้ได้หรือไม่ นายกคิดถูกหรือไม่ที่ยังให้อยู่ตรงนี้ต่อ และตนก็ไม่ทราบว่านายกคิดอะไร
“ส่วนคนที่มีการปรับเปลี่ยนเขาคงคุยกัน ท่านก็คงจะคุยกับคนที่จะมาแล้วมั๊ง เพราะต้องลาออกนั่นนี่โน่น แต่คนที่จะไปท่านได้บอกกันหรือเปล่าผมก็ไม่รู้เลยจริงๆ แต่ทั้งนี้รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ พลเอกประยุทธ์ก็ต้องรับผิดชอบ ท่านต้องรับผิดชอบในการบริหารบ้านเมืองในยุคที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ประวัติศาสตร์ก็จะจารึกไว้ ก็ต้องให้ท่านมีเสรีในการปรับในการคิด เพราะไม่มีใครเป็นนายกแล้วคิดว่าจะเลวลงหรอก“พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับคำว่า”แบ่งแยกแล้วปกครอง” ที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธรพูดไว้ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า “ผมเข้าใจคำนิยามของคำนี้ แต่ไม่เข้าใจอะไรคือพฤติกรรมที่มันเกิดขึ้น มันปฏิบัติอย่างไรถึงใช้คำนี้ไปพูด ผมไม่เข้าใจก็เลยไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์”
เมื่อถามว่าเป็นคำพูดที่ฟังดูรุนแรงหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่รู้สิ เพราะไม่เข้าใจพฤติกรรมที่เจอ เพราะตนเป็นคนยอมรับกติกา และไม่ตอบว่าเป็นคำที่รุนแรงหรือไม่เพราะไม่แน่ใจในพฤติกรรมที่เจอ
เมื่อถามว่าอาจจะเป็นการสะท้อนความอึดอันในการทำงานของม.ร.ว.ปรีดิยาธร พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวย้อนถามว่า “พวกคุณอยู่ในสำนักงานพวกคุณเคยประชุมแล้วเคยเจอไหม ในที่ประชุมคงไม่มีใครพึงพอใจที่จะเดินไปตามนั้นได้ทุกเรื่อง แต่สุดท้ายมันเป็นมติ มันเป็นสิทธิ์ หรือว่าผู้นำนั้นบอกว่าอย่างนี้โอเค เพราะท่านต้องรับผิดชอบ ถ้าคิดแบบนี้ก็จะเข้าใจบทบาทตัวเอง เพราะมีความอยู่ความคิดที่เห็นต่าง ทั้งครม.จะไม่มีความคิดเห็นต่างเลยหรือ และหลายเรื่องตนก็เห็นต่าง แต่อนุมัติว่าต้องเดินแบบนี้ก็ต้องเดินเต็มที่ คุณเห็นกระทรวงยุติธรรมไม่เดินอะไรบ้างหรือไม่
“แต่เมื่อมีการคิดต่างแล้วยอมรับเป็นมติแล้วก็ต้องเดินหน้ากัน ไม่ใช่เก็บมาเป็นเรื่องที่จะต้องไม่เดินไปพร้อมกัน มันไม่ได้ผมถึงบอกว่าสุดท้ายคนที่รับผิดชอบคือนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบ ก็ต้องให้เสรีนายกในการคิดการอ่าน วันนี้การปรับครม.ถ้ามีอะไรผิดพลาดพลเอกประยุทธ์ก็ต้องรับผิดชอบ” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
พลเอกไพบูลย์ กล่าวด้วยว่ารู้สึกเห็นใจเรื่องเศรษฐกิจ เพราะด้วยจังหวะที่เศรษฐกิจไม่ดี และไม่ใช่เรื่องง่ายในการทำงานก็ต้องเข้าใจ เพราะถ้าให้ตนไปอยู่กระทรวงเศรษฐกิจตนก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ขนาดไหน อย่างไรก็ตามคนที่อยู่ก็ต้องทำต่อไปอย่ามาบ่นว่าล้มเหลว แม้เราจะไม่ยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่เราก็ต้องยอมรับว่าประชาชนให้เรามาแก้ไขเศรษฐกิจให้ดีให้ดีที่สุด ไม่สิทธิ์มาบ่นว่าอย่างนู้นอย่างนี้ในสภาวะอย่างนี้ เพราะเขาต้องการผู้นำที่เข้ามาแก้ไขปัญหาให้เขาได้ กินต้องอิ่มนอนต้องหลับ นั่นคือผู้ปกครองที่ต้องคิดแบบนี้ตลอดเวลา และต้องน้อมรับเสียงกระแสประชาชน





