background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'ชูวิทย์'ฟังคำพิพากษาคดีรื้อบาร์เบียร์ ศาลเลื่อน15ตค.

'ชูวิทย์'ฟังคำพิพากษาคดีรื้อบาร์เบียร์ ศาลเลื่อน15ตค.

"ชูวิทย์" เดินทางไปศาลอาญา ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีรื้อบาร์เบียร์-ทำใจถ้าติดคุก เตรียมขัน-แป้งพร้อม -ศาลเลื่อนฟัง15ตค.นี้ เหตุจำเลยมาไม่ครบ

เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีรื้อบาร์เบียร์ ซอยสุขุมวิท 10 คดีหมายเลขดำ ด.2150/2546 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ และกลุ่มผู้ค้า รวม 44 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร , นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย อดีตผู้บริหารบริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ , พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บก.สส. เมื่อปี 2546 , พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร อดีตนายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เมื่อปี 2546 และพวกรวม 130 คน เป็นจำเลยที่ 1 - 130 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ , บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ

ขณะที่วันนี้ (13 ส.ค.) นายชูวิทย์ ได้เดินทางมาศาล พร้อมคนใกล้ชิด ซึ่งนายชูวิทย์ ที่สวมแว่นตากันแดดสีดำ ได้ถือถุงหูหิ้วพลาสติกใส่อุปกรณ์อาบน้ำ อาทิ ขันพลาสติกสีชมพู แปรงสีฟัน แป้ง และแชมพู พร้อมโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดู และให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีว่า วันนี้ตนจะยื่นหนังสือให้ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกาเลย เพราะไม่ต้องการให้เสียเวลาจำเลยหากจะเลื่อนนัด และที่ตนได้นำเครื่องใช้อาบน้ำมา ก็ไม่ได้เป็นการทำประชด แต่พร้อมยอมรับผลคำพิพากษา หากจะต้องถูกจำคุก

อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลานัด วันนี้ ศาลได้เช็กชื่อจำเลยที่มาแล้ว คงมีนายชูวิทย์ , พ.ท.หิมาลัย หรือ เสธ.หิ และจำเลยอื่น รวม 39 ราย ที่เดินทางมาศาล

โดยนายธนาพร ขุนศรีมยุราพงษ์ จำเลยที่ 64 ไม่มาศาล เนื่องจากมีอาการป่วย ซึ่งนายประกันได้แถลงต่อศาลพร้อมยื่นใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐาน และนายอลงกรณ์ ชูชาญ จำเลยที่ 68 ยังไม่ได้รับหมายศาล ขณะที่มีจำเลยอีก 2 ราย ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำต่างจังหวัด ไม่ได้เบิกตัวมา

และยังมีจำเลย 4 คน ที่ได้รับหมายศาลแล้ว แต่ไม่เดินทางมาโดยไม่แจ้งเหตุ และยังไม่สามารถติดตามตัวได้ ประกอบด้วย นายจักรพงษ์ รัตนสุต จำเลยที่ 18 , นายบุญมี ภุมราพงษ์ จำเลยที่ 40 , นายไพโรจน์ หรือ หรั่ง สุขรัมย์ จำเลยที่ 73 และ พ.ต.ธัญเทพ หรือ เสธ.แอ๊บ จำเลยที่ 130

ต่อมาเวลา 11.00 น. ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยเดินทางมาศาลไม่ครบ จึงให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปเป็นวันที่ 15 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยจำเลยที่ไม่ได้รับหมายศาล ให้ส่งหมายแจ้งวันนัดใหม่ให้ทราบ

ส่วนจำเลยที่ 18 , 40 , 73 และ 130 ที่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ ศาลให้ออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษาตามนัด

ภายหลัง นายชูวิทย์ ได้กล่าวว่า วันนี้ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 15 ต.ค.นี้ เนื่องจากมีจำเลยบางคนไม่ได้เดินทางมาศาล และศาลก็มีคำสั่งให้ออกหมายจับแล้ว ซึ่งระหว่างที่ตนยังมีโอกาสหายใจอีกเดือนกว่าๆ ก็ต้องหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา เพราะยังไม่รู้ชะตากรรม จึงต้องเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ หากศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ตนก็พร้อมกลับมารับใช้พี่น้อง แต่ถ้าถูกพิพากษาให้จำคุก ก็ยินยอมรับผลกรรมที่ได้กระทำไว้ โดยยืนยันว่า จะไม่หลบหนีไปต่างประเทศแน่นอน เพราะตนเป็นคนไทย ส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ที่เตรียมมาในวันนี้ ก็จะนำมาใหม่ครั้งหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ มีจำเลยหลายรายเสียชีวิตระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา อาทิ จ.ส.อ.อภิชาต จำเลยที่ 1 และมีจำเลยบางรายได้ขอถอนฎีกา


ทั้งนี้เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555 ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาคดีรื้อบาร์เบียร์สุขุมวิท 10 โดยคดีดังกล่าวพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ และกลุ่มผู้ค้ารวม 44 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร หรือรัมมะสาร, นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย อดีตผู้บริหารบริษัทสุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บก.สส. ( ตำแหน่งขณะฟ้องปี 2546) , พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร นายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ( ตำแหน่งขณะฟ้องปี 2546) และพวกรวม 131 คน เป็นจำเลยที่ 1-130 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ , บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ

โดยคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มี.ค.46 และนำสืบว่า เมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น.วันที่ 26 ม.ค.46 มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนแต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮบุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพฯ เสียหายราบเป็นหน้ากลอง เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่าเดิมเพื่อใช้พื้นที่ทำประโยชน์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสิ้นจำนวน 130 คน รวมถึง นายชูวิทย์ พ.ท.หิมาลัย หรือ เสธ.หิ พ.ต.ธัญเทพ หรือ เสธ.แอ๊ป โดย พ.ต.ธัญเทพ และนายชูวิทย์ นั้นได้เข้ามอบตัวในภายหลัง โดยพนักงานสอบสวนใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานกว่า 2 เดือน จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งฟ้องเมื่อวันที่ 13 มี.ค.46 โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ


คดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.49 พิพากษาให้จำคุก 1 ปีนายชาญเวทย์ มาลัยบูชา จำเลยที่ 49 ซึ่งเป็นทนายความนำเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ให้ลงบันทึกประจำวันช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังรื้อถอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นเข้าใจว่าการรื้อถอนถูกกฎหมาย และหาผู้ร่วมดำเนินการ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.358, 365 (2) (3)ประกอบ 362, 83 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน แต่ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 49 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอื่นศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้ยกฟ้อง แต่ต่อมาอัยการโจทก์ โจทก์ร่วม และนายชาญเวทย์ จำเลยที่ 49 ยื่นอุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีผู้ค้าซึ่งเป็นผู้เสียหายเป็นพยาน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เกิดเหตุเบิกความยืนยันว่า กลุ่มจำเลยได้เดินเข้ามาดูลาดเลาในพื้นที่ก่อนเกิดเหตุ และเมื่อเกิดเหตุแล้ว จำเลยบางคนได้กันให้ผู้ค้าออกจากพื้นที่ และห้ามให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่ โดยจำเลยบางคนได้นำรถแบ็กโฮเข้ามารื้อถอนร้านค้า นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ภายหลังรับแจ้งเหตุ เมื่อเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ก็พบจำเลยบางคนอยู่ในพื้นที่ด้วย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า พฤติการณ์ของพวกจำเลยได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่เกิดเหตุ และแบ่งหน้าที่กันทำ


จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1, 3, 7-11, 13-14, 18, 21, 40-47, 49-51, 56-59, 61-62, 64-74, 76-79, 81, 83-85, 88, 90, 92, 94, 96, 99, 102, 104, 106-113, 115, 117-123, 125, 128-130 รวม 66 คน มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ในเวลากลางคืน ตามมาตรา 358, 365 (1)(2)(3) ประกอบมาตรา 362 และ 83 โดยจำเลยที่ 73 และ112 ยังมีความผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 365 (1)(2)(3) ซึ่งเป็นบทหนักสุด จำคุกจำเลยคนละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 64 คน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง


แต่ในส่วนจำเลยที่ 21, 68, 81, 96, 99 และ122 เนื่องจากอายุยังไม่เกิน 20 ปี ศาลจึงเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 76 คงจำคุกจำเลยทั้ง 6 คนๆ ละ 3 ปี 4 เดือน
นอกจากนี้ในส่วนของจำเลยที่ 42, 44, 47, 51, 68, 99 และ 120 ศาลให้บวกโทษจำคุกที่เคยรอลงอาญาไว้ในคดีอื่นด้วย จึงให้จำคุกจำเลยที่ 42 เป็นเวลา 5 ปี 3 เดือน, จำเลยที่ 44 จำคุก 5 ปี 15 วัน, จำเลยที่ 47 และ 120 จำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน, จำเลยที่ 51 จำคุก 7 ปี, จำเลยที่ 68 จำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน, และจำเลยที่ 99 จำคุก 3 ปี 10 เดือน