ศาลอาญาย้ำคดีค้ามนุษย์จับตัวได้แล้ว แต่หลบหนี

ศาลอาญาย้ำคดีค้ามนุษย์จับตัวได้แล้ว แต่หลบหนี

"ศาลอาญา"ระบุคดีค้ามนุษย์ ย้ำจับตัวได้แล้ว แต่ฟ้องไม่ได้หรือลงโทษไม่ได้ เพราะผู้ต้องหาได้ประกันแล้วหลบหนี ย้ำแก้ไม่ได้ชาวโลกจับตาอยู่

ศาลอาญา จัดอภิปราย หัวข้อ"บทบาทศาลยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามค้ามนุษย์" ที่วันนี้ศาลได้เปิดทำการแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญาเป็นการเฉพาะ โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา , นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด , พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนางเสาวนีย์ โขมพัตรผู้ตรวจราชการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมอภิปราย 

โดยนายวันชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวว่า ถ้าดูตามระบบแล้ว การพิจารณาดำเนินคดีของเราไม่ได้ล่าช้า แต่จะมีติดอยู่ตรงการเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ซึ่งคดีค้ามนุษย์นั้นมีความยากกว่าคดียาเสพติดถึง 10 เท่า เพราะคดีค้ามนุษย์นั้นเป็นเรื่องของคน ซึ่งส่วนมากเป็นคนด้อยโอกาส เหมือนมีหลายกรณีในต่างประเทศที่มีเหยื่อการค้ามนุษย์หนีออกมา แล้วถูกตำรวจจับนำไปส่งนายจ้าง และถูกนายจ้างยึดพาสปอร์ต ข่มขู่ หรือคดีทางเพศที่ผู้กระทำกลัวตกที่จะเป็นข่าว ซึ่งจากที่มีคนถามกันมาว่ารายงานเรื่องการค้ามนุษย์ของประเทศสหรัฐอเมริกามีความสำคัญต่อประเทศเราอย่างไร ในการประชุมของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เคยระบุไว้ว่าประเทศที่มีปัญหาการค้ามนุษย์ นั้นจะถูกประเทศที่เป็นสมาชิกของยูเอ็น แซงชั่นไม่ให้มีการซื้อของและเลิกจ้างแรงงานจากประเทศนั้น โดยการประชุมในครั้งนั้นยูเอ็นได้สนับสนุนเงินสำหรับการไปทำวิจัยในประเทศที่ถูกชี้ว่ามีปัญหาในเรื่องของการค้ามนุษย์ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศไทยต่างประเทศจะทราบหมด จะมีเอ็นจีโอลงไปคุยกับเหยื่อผู้ถูกกระทำ เรียกได้ว่ารู้ลึกกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเสียอีก และผลของการแซงชั่นที่เกิดขึ้นโดยประเทศสรัฐอเมริกาเป็นกรรมการ จะมีผลกระทบต่อการส่งออก ทำให้มียอดส่งออกที่น้อยลง ทั้งที่ค่าเงินบาทถูกลง ซึ่งผลการแซงชั่นประเมินความเสียหายไม่ต่ำกว่า2แสนล้านบาท อย่างที่ประเทศอเมริกาและยุโรปก็มีการนำเข้าอาหารทะเลมูลค่า1แสนล้านบาท

"อย่างทูตที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องการค้ามนุษย์มาเยือนเมืองไทย ก็จะสนใจ เพียงแต่ว่าประเทศไทยมีคดีเท่าใด ฟ้องเท่าใด และตัดสินมาเท่าใด ซึ่งเราก็เคยชี้แจงไปว่าเราดูแลผู้อพยพหรือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์อย่างดีมาก แต่เขาก็บอกต่อว่าถ้าเราดูแลดี อาการก็จะไม่แสดงออก เปรียบเสมือนเราเป็นไข้แล้ว อาการแสดงออก ทำให้เราเห็นว่าเขาพิจารณาแต่ข้อมูลเชิงสถิติ ซึ่งสมัยก่อนเราไม่มีการเก็บข้อมูลสถิติในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ พอถึงเวลาเทียบสถิติก็หากันไม่เจอ"นายวันชัย กล่าว

อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องการให้ประกันตัวจำเลยในคดีที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์หากศาลใช้ดุลพินิจให้ประกันตัวไป ศาลจะมีมาตรการต่อเนื่องที่ป้องกันการหลบหนีอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร หากเปรียบเทียบกับคดียาเสพติดซึ่งเรามีผู้ค้ายาจำนวนมาก แต่เรายังมีมาตรการที่จะพิจารณาไม่ให้ประกันตัวในกรณีที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่ โดยเรื่องนี้ต่างประเทศไม่ได้มาตำหนิเราเช่น กรณีนายแพทย์ฆ่าทารุณคนงานกระเหรี่ยง ซึ่งศาลชั้นต้นไม่ให้ประกันตัว แต่ศาลอุทธรณ์กลับให้ประกันตัวและสุดท้ายจำเลยก็หลบหนี หรือในต่างประเทศหากให้ประกันตัวก็จะมีมาตราการป้องกันการหลบหนี เช่นให้กักขังไว้ในบ้านโดยให้มีเจ้าหน้าที่รัฐเฝ้าดูและตัวจำเลยต้องยินยอมออกจ่ายใช้จ่ายเอง

นายวันชัย กล่าวด้วยว่า ข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ ไม่มีอะไรที่เราจะปิดได้ เพราะมีกลุ่มที่ทำวิจัย รวมทั้งกลุ่มเอ็นจีโอมาเก็บข้อมูลทุกตารางนิ้ว ซึ่งมีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏในรายงานและตนในฐานะผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ มักจะถูกถามเสมอว่า เนื่องจากปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศไทย เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ ส่วนสถิติผลการจับกุมดำเนินคดีนั้นน้อย ขณะที่การค้ามนุษย์ทำกันเป็นระบบมายาวนาน ดังนั้นที่จะบอกว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องคงจะเป็นไปไม่ได้ จึงถูกถามว่าไม่มีการลงโทษหรือดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ หรือมีส่วนร่วม หรือปล่อยปละละเลยเรื่องการค้ามนุษย์ เลยหรือไม่ ซึ่งของเรายังไม่เคยมีคดีเลย เท่าที่จำได้เคยมีการแจ้งความเรื่องหนึ่ง กรณีที่เด็กสัญชาติลาวอายุไม่ถึง 15 ปี และไม่ถึง 18 ปี ถูกบังคับนำมาค้าประเวณีในจ.ลพบุรี ซึ่งสถานที่ค้าประเวณีก็ไม่ห่างจากกับโรงพักเท่าใด โดยเมื่อไปช่วยเด็กเหล่านั้นออกมาได้ และมีการชี้ถึงตัวเจ้าหน้าที่ ก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดี

ขณะที่อัยการ ก็ได้แจ้งประสานกับผบ.ตร.ระบุว่ต่างชาติตามทุกก้าว ซึ่งผบ.ตร.ก็กำชับเรื่องคดี กระทั่งมีการดำเนินกระบวนสืบพยานเด็ก และดำเนินคดีกับเจ้าของร้านคาราโอเกะ พร้อมทั้งพักราชการเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในการดำเนินคดีส่วนที่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกลับไม่ดำเนินการจนกระทั่งเด็กผู้เสียหายเหล่านั้นถูกส่งกลับไป ท้ายที่สุดก็มีการสรุปสำนวนว่าพยานถูกส่งกลับหมด ฟ้องไม่ได้ คดีก็ถูกยกไป ในประเทศไทยเราอาจเข้าใจเรื่องแบบนี้ที่เคยเห็นกันมา แต่ต่างชาติเขาพูดไม่เลิกว่ามีพยานแล้วถึงขนาดชี้รูปภาพ ทำไมจึงไม่มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ ตรงนี้จึงเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมโยงกับคดีใหญ่ ค้าชาวโรฮินจาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ที่มีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ทั้งระดับท้องถิ่น อบจ.อบต , ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย , ตำรวจ 3 นาย และนายทหาร ยศพลโทอีก 1 นาย ซึ่งหากคดีดังกล่าวได้มีการประกันตัวแล้วหนี ตนเชื่อว่าไทยจะโดนทั้งโลกกระหน่ำแน่ เพราะเมื่อจับตัวมาดำเนินคดีแล้วกลับไม่สามารถจะฟ้องหรือพิจารณาคดีหรือลงโทษได้ว่ากระทำความผิดเนื่องจากไม่มีตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ทั้งที่จับตัวได้แล้ว ในทางกลับกันหากคดีพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ผิด ก็ไม่มีใครว่า เพราะเราก็สามารถอธิบายได้ และขณะนี้จากที่มีหลายหน่วยงานตั้งแผนกเกี่ยวกับค้ามนุษย์ขึ้นมา ในส่วนของอัยการก็เตรียมการที่จะเปิดหน่วยงานในการค้ามนุษย์ขึ้นมาเป็นการเฉพาะด้วยเช่นกัน

"หากเป็นเรื่องที่เราจับตัวได้แล้ว แต่ฟ้องไม่ได้หรือลงโทษไม่ได้ ไม่ใช่เพราะผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นไม่ผิด แต่เป็นเพราะผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ประกันแล้วหลบหนี เราคงถูกมองจากทั้งโลก แล้วแก้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะคดีนี้เป็นที่จับตาทุกย่างก้าว จึงเป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วงมาก แล้วเราจะดำเนินการในแบบไหน อย่างไรกับสิ่งนี้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าอนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่อย่างยิ่งกับคดีนี้" นายวันชัย ระบุ 

ด้านนายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือ MOU ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรม แต่สะท้อนให้เห็นในมิติว่า เราทั้งหมดเห็นปัญหาเดียวกันอย่างชัดเจน โดยใน MOU ก็มีเนื้อหาสำคัญ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับการประสานข้อมูลค้ามนุษย์ การดำเนินคดี รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ต้องหา ประวัติการกระทำผิดเพื่อประกอบการพิจารณา การสอบสวน และข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียหายว่าเป็นใคร ได้รับความเสียหายอย่างไร เพื่อนำไปใช้เป็นดุลยพินิจเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายและครอบครัวจะต้องได้รับการดูแล วันนี้จึงเป็นเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายเห็นเป็นรูปร่างแล้ว ซึ่งต่อไปเราจะได้เห็นภาพ สตช.ที่จะได้ทำข้อมูลประวัติผู้ต้องหาและผู้เสียหาย ที่จะออกมาแล้วมีรูปแบบคล้ายกับรายงานการสืบเสาะประวัติข้อมูลของสถานพินิจ เราจะมีข้อมูลที่ลิงค์เชื่อมโยงกันด้วยความรวดเร็ว ส่วนเรื่องการปล่อยชั่วคราวเมื่อศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรแล้วจะต้องมีการแจ้ง สตม.ก่อนออกหมาย ซึ่งกว่าหนังสือหมายจะออกอาจส่งผลต่อการปฏิบัติ แต่เราจะแก้ไขให้กระบวนการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยการลิงค์ข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ และควบคุมได้จริง

"เรื่องค้ามนุษย์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง ในการที่เรามารวมกัน ช่วยกันคิดพัฒนาแนวทางแก้ไขการดำเนินคดีค้ามนุษย์ การเยียวยาผู้เสียหายต่างๆในคดี สุดท้ายผมเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้น จะเป็นต้นแบบบูรณาการหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้จริงๆ คือไม่ว่ากระบวนยุติธรรมจะแข็งแรงอย่างไรก็ตาม ต้องได้รับแรงสนับสนุนจากภาคสังคมทั้งเอ็นจีโอ และประชาชนทั่วไป การกระทำของเราในวันนี้ เราทำด้วยความตั้งใจ จริงใจ จึงเชื่อว่าภาคสังคมจะมีอารมณ์ร่วมในการช่วยกันรักษาบ้านเมืองและประเทศไทยของเรา ไม่ว่าประเทศไหน ก็ไม่สำคัญเท่าประเทศไทยของเรา" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวย้ำ 

สำหรับ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ แม้ตามขั้นตอนจะต้องเริ่มจากการปราบปราม การดำเนินคดีไปสู่การพิพากษา แต่ความเป็นจริงแล้วการแก้ปัญหากระบวนการต่างๆ มีส่วนสัมพันธ์ด้วยกันหมด ศาลเองก็เกี่ยวข้องในขั้นตอนของการปราบปรามด้วยซ้ำไป เพราะศาลสามารถสืบพยานไว้ก่อน ตาม พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551เพราะหากมีเหตุการณ์การค้ามนุย์แล้วสามารถนำตัวผู้กระทำมาฟ้องศาลจนมีการลงโทษ ก็จะถือว่ามีการปราบปรามไม่ให้กระทำผิดต่อไป ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์โดยตรง การพิจารณาคดีจะเป็นตามกฎหมาย ประมวลวิธีพิจารณาความอาญาเป็นเรื่องๆไป เช่น การค้าแรงงานเด็ก หรือการค้าประเวณี ซึ่งหากมีคำพิพากษามาก็ไม่ได้มีความผิดในฐานค้ามนุษย์โดยตรง ทำให้ในสมัยก่อนไม่ได้มีการเก็บสถิติคดีค้ามนุษย์แต่อย่างใด 

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวต่อว่า ในปี2544ได้มีการประเมินสถานการณ์การค้ามนุษย์ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีเทียร์3ไทยก็โดนจัดระดับเทียร์2กระทั่งปี2557มีเหตุการณ์การกวาดต้อนขอทาน จำนวนหลายพันคน ขึ้นเครื่องบินC130ไปส่งที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ขณะนั้นมีการสัมภาษณ์ขอทานที่ถูกส่งกลับ ได้ผลออกมาว่าขอทานเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ทำให้ประเทศไทยถูกประเมินเป็นระดับ2.5ปีถัดมาถูกปรับระดับเป็นเทียร์2อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเราได้รับการประเมินเป็นเทียร์3ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในปี2557และ2558 ซึ่งคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์นี้จะมีความแตกต่างจากคดีอื่นๆ อย่างเช่น คดียาเสพติด จะมีการดำเนินคดีที่ง่ายกว่า เพราะมีหลักฐานเป็นตัวยาเสพติด แต่คดีค้ามนุษย์นั้น ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อจะเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจโดนอิทธิพลข่มขู่ไม่กล้าพูดและปัญหาในการใช้ภาษาที่แตกต่างกันในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติ ถือเป็นความยากลำบากในการทำคดี และการคัดแยกเหยื่อหรือผู้เสียหาย จึงเกิดหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้เกิดขึ้นมา ได้แก่

กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าหน่วยงานนี้จะมีการแก้ปัญหาได้อย่างมืออาชีพหรือไม่ เหมือนกับที่คนคาดหวังกับดีเอสไอ ซึ่งตั้งมา12ปี ว่าจะมีการดำเนินคดีแบบพิเศษอย่างมืออาชีพได้หรือไม่ แต่แล้วผลออกมาเป็นอย่างไร ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ ขณะที่ต่างชาติมองเราแก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้ไม่ดีนั้นมาจากต่างประเทศไม่เข้าใจการใช้กฎหมาย ของเรา และสถิติการดำเนินคดียังไม่ชัดเจน เปรียบเสมือนความดีในการเร่งนโยบายการปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เรากระทำอยู่ในขณะนี้ จะถูกแปะติดเอาไว้ก่อน และคิดว่าในอนาคตจะดีขึ้นกว่านี้

"การที่ประเทศไทย โดนประเทศสหรัฐอเมริกา จัดอยู่ในระดับเทียร์3ซึ่งต่ำกว่าประเทศพม่า ประเทศต้นทางของการค้ามนุษย์ แสดงให้เห็นว่าการจัดอันดับนั้นมีการประเมินจากสถานการณ์ภายในประเทศ อย่างเช่นในอดีตที่เราได้การจับกุมดำเนินคดีพิพากษาลงโทษน้อย แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าดีขึ้น ขณะที่การรายงานสถานการณ์ไปยังหน่วยงานที่พิจารณากลับดูสถานการณ์เราไม่ชัดเจน เช่น ประเทศใต้หวัน ที่ถูกจัดอยู่ในระดับเทียร์1มีสถิติการฟ้องและตัดสินคดีภายในเวลา1ปี แสดงให้เห็นว่าประเทศไต้หวันไม่ได้มีการจับกุมและดำเนินคดีส่งฟ้องเรื่องการค้ามนุษย์เยอะมากแต่อย่างใด แต่ประเทศไต้หวันมีจำนวนคดีที่ส่งฟ้องและศาลตัดสินภายในระยะเวลา1ปี ประเทศสหรัฐอเมริกาเลยเปรียบเทียบและเขียนลงในรายงานว่า คดีของเราล่าช้า แต่ในความเป็นจริงการพิจารณาคดีของเรา ถ้าหากมีการรับสารภาพและอัตราโทษไม่สูงมาก ศาลก็สามารถที่จะตัดสินคดีได้เลยหรืออาจมีการสืบประกอบซึ่งใช้เวลาไม่นาน ซึ่งเราจะต้องอธิบายกฎหมายให้ต่างประเทศเข้าใจ" ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว 

ด้านนางเสาวนีย์ โขมพัตร ผู้ตรวจราชการพม. กล่าวว่า ในฐานะที่กระทรวง พม. ต้องดูแลเหยื่อที่จะเป็นพยานต่อการนำตัวคนผิดมาลงโทษในคดีค้ามนุษย์ บทบาทนี้ของเราเท่ากับสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่การคัดแยกผู้เสียหาย การชี้ว่าเป็นผู้เสียหาย การส่งคดีให้อัยการ กระทั่งอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้นตั้งแต่เดือน มิ.ย.51 ที่มีการบังคับใช้กฎหมายการปราบปรามค้ามนุษย์ จนถึงวันนี้ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ศาลเปิดแผนกคดีเฉพาะขึ้น และมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เสียหาย และจะทำให้กระบวนพิจารณาคดีต่างๆ ซึ่งเหยื่อผู้เสียหายที่เคยมีความกังวลกับการดำเนินคดี ได้รับการดูแลในแง่ที่ศาลจะนำคนผิดมาลงโทษด้วยกระบวนการที่รวดเร็วขึ้น และผู้เสียหายจะได้เดินทางกลับถิ่นฐานได้ในไม่ช้า ซึ่งปาระเด็นเน้นย้ำของ พม. คือ เรื่องการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ เราทำงานที่สำคัญคือ การคุ้มครองให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่เลือกปฏิบัติ

"บทบาทกระทรวง พม.ในการคุ้มครองผู้เสียหาย เราจะต้องทำในทุกกระบวนการตั้งแต่ตำรวจไปช่วยเหลือมาจากที่ประสบปัญหา หรือถูกกระทำ ทั้งเรื่องของการคัดแยกผู้เสียหายด้วยทีมสหวิชาชีพที่ทำงานร่วมกับคณะพนักงานสอบสวน โดยเรื่องการคุ้มครองผู้เสียหายและการดำเนินคดีค้ามนุษย์ เหมือนเหรียญสองด้าน" ผู้ตรวจราชการ พม. กล่าวและว่า

เรามีความเข้มข้นต้องคัดแยกผู้เสียหายให้ได้ 100 % ที่จะมีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ล่ามแปลภาษา ทำงานร่วมตำรวจ ที่จะมีการแจ้งสิทธิรักษาพยาบาล การบำบัดฟื้นฟู ทำให้ผู้เสียหายที่เราได้ช่วยเหลือจากสถานที่อโคจร รู้สึกว่าเราเป็นมิตร ซึ่งจะต้องทำหน้าที่นี้ให้สมบูรณ์แบบเพื่อให้เขาเหล่านั้นมาเป็นพยาน แล้วนำคนผิดมาลงโทษได้ และนอกจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ฯ ปี 51 แล้วเมื่อวันที่ 29 เม.ย.58ที่ผ่านมาก็ได้ประกาศใช้กฎหมายฉบับที่ 2 โดย พม.ก็ได้ร่างอนุบัญญัติเสนอ คณะกรรมการ ปคม. ที่เป็นคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ก็ได้เห็นชอบร่างแล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอ ครม.พิจารณา ขณะเดียวกัน พม. ก็ทำคู่มือกับพนักงาน เจ้าหน้าที่และเอกสารเผยแพร่ พร้อมกับการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ต่อไป

ขณะที่ภายหลังการอภิปราย นายวันชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมในการจัดทำคดีค้ามนุษย์ว่า หลังจากที่หลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจที่มี ปคม. และศาลอาญา ก็จัดตั้งแผนกคดีค้ามนุษย์ขึ้นมาแล้ว นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด มีแนวคิดที่จะตั้งหน่วยงานในสำนักงานอัยการสูงสุดเฉพาะด้านคดีค้ามนุษย์ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และนโยบายของรัฐบาล 

นายวันชัย กล่าวอีกว่า สำหรับจัดตั้งหน่วยงานด้านคดีค้ามนุษย์ของอัยการนั้นจะทำเป็นแผนกหรือสำนักงาน ก็จะต้องพิจารณาด้านงบประมาณ และบุคลากรอีกครั้งเพราะอัยการที่จะมาดูแลเรื่องนี้ ต้องเป็นอัยการที่มีความเชี่ยวชาญทั้งมิติในการดำเนินคดีอาญาและการต่างประเทศ ขณะที่เวลานี้อัยการยังขาดแคลนบุคลากร แต่อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจะสามารถใช้ก่อตั้งได้ ในเวลาอย่างน้อย อาจเดือน ต.ค.ที่จะขึ้นปีงบประมาณใหม่ ซึ่งงบประมาณที่ใช้ก่อตั้งอาจจะไม่มาก ไม่น่าจะเกิน 10 ล้านบาท 

ทั้งนี้นายวันชัย ในฐานะอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ยังแสดงความห่วงใยต่อปัญหาค้ามนุษย์ด้วยว่า เราต้องเร่งทำความเข้าใจกับผู้บังคับใช้กฎหมายทั้งหลายด้วยว่า เรื่องค้ามนุษย์เป็นประเด็นสำคัญ ที่อยากให้ยกระดับความสำคัญเหมือนกับคดียาเสพติดที่ทุกคนเอาจริงเอาจังกันหมด เมื่อจับมาก็จะระมัดระวังไม่ให้ประกันตัวเพราะอาจจะหนีแน่ แล้วมีการลงโทษอย่างจริงจัง การลงโทษก็อาจจะไม่ใช่ว่าต้องทุกราย แต่เมื่อมีการกระทำผิดจริงก็ต้องถูกลงโทษอย่างเหมาะสม