วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เทียนฉาย'แจงสปช.อิสระ ลงมติร่างรัฐธรรมนูญ

"เทียนฉาย"ระบุสปช.ลงมติร่างรธน.อย่างอิสระ ส่งมอบงานปฏิรูปให้"ประยุทธ์"13 ส.ค. นี้ ด้าน “บวรศักดิ์” ไม่กังวลข่าวสปช. ไม่รับร่างรธน.ใหม่

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงถึงการจัดงาน สปช. รายงานประชาชน เรื่อง เปลี่ยนประเทศไทยกับ สปช. ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 08.00 – 17.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยจะเป็นผลการศึกษาและแนวทางการปฏิรูปที่สปช. ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปทั้ง 18 คณะ เบื้องต้นภายในงานได้จัดพื้นที่รองรับผู้เข้าร่วมประมาณ 1,000 คน ดังนั้นเพื่อความสะดวกขอให้ลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้า ทั้งนี้จากงานวันดังกล่าวแล้วจะถือว่าเป็นการจบภารกิจของสปช. และเป็นช่วงเวลาที่รอรับร่างรัฐธรรมนูญ จาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และพิจารณาให้ความเห็นชอบ

โดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่า สปช. จะใช้วิจารญาณพิจารณาและลงมติโดยอิสระ ส่วนที่มีสปช.ระบุว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตนได้ยินเสียงคนเพียงคนเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่กระแสของการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญอย่างที่สังคมเข้าใจ ทั้งนี้ตนคงไม่สั่งให้หยุดพูดเพราะจะกลายเป็นจุดจบของประชาธิปไตย ทั้งนี้ สปช.ทุกคนมีสิทธิใช้วิจารณญาณที่ถ่องแท้วินิจฉัยด้วยตนเอง หลังจากที่ได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ออกมาจากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จะสามารถบอกได้โดยเหตุและผลและภูมิปัญญาของตนเองว่าควรตัดสินอย่างไรสำหรับประเทศชาตินี้ 

“สำหรับการรวมกลุ่มของสปช. เพื่อพูดคุยหรืออภิปรายถือเป็นปกติ แต่ไม่ใช่กิจกรรมของสภาฯ เพราะสภาฯ จะไม่มีกิจกรรมใดๆ หลังจากรับร่างรัฐธรรมนูญ จนถึงมีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ”นายเทียนฉาย กล่าว 

ด้าน น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช. คนที่ 2 แถลงรายละเอียดการจัดงาน ว่า ในวันดังกล่าวจะเปิดงานด้วยเวทีเสวนา โดยนายเทียนฉาย จะเปิดใจกับนายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส จากเครือเนชั่น จากนั้นแบ่งเวทีย่อย 6 กลุ่มเพื่อนำเสนอประเด็นต่างๆ ได้แก่ ระบบการเลือกตั้งที่สุจริตยุติธรรม, กลไกป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบและการบังคับใช้กฎหมาย, ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ, ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเห็นธรรมทางสังคม, กลไกของรัฐที่มีประสิทธิภาพ และคุณภาพคนและพลเมือง โดยหลังจากการรับฟังแนวทางการปฏิรูปแล้วเสร็จ ในช่วงเวลา 16.00 น. จะมีพิธีส่งมอบผลงานทั้งหมดให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เบื้องต้นได้ส่งหนังสือเชิญเข้าร่วมงานแล้ว

ส่วนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสปช. คนที่ 1 ฐานะประธาน กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงด้วยว่า ในวันที่ 22 ส.ค. นี้จะครบกำหนดที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้สปช. พิจารณา ซึ่งตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2558 กำหนด สปช. ต้องรอพิจารณาไว้ 15 วัน และเมื่อครบแล้ว ซึ่งเบื้องต้นจะครบกำหนดในวันที่ 5 ก.ย. จะต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบภายใน 3 วัน ซึ่งจะอยู่ในช่วง วันที่ 5 – 7 ก.ย. นี้ และเมื่อสปช. ลงมติร่างรัฐธรรมนูญแล้วงานของสปช. ยังต้องดำเนินการต่อ เพราะร่างรัฐธรมนูญในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและปรองดอง ได้นำหลักการสำคัญของการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน สปช. โดยกมธ.ปฏิรูปของสปช. ทั้ง 18 คณะเห็นชอบไปบัญญัติไว้ จำนวน 4 มาตรา และมีรายละเอียดของการปฏิรูปในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ จำนวน 29 มาตรา ที่จะเสนอให้สปช. เห็นชอบในเร็วๆ นี้ ดังนั้นเมื่อสปช.เห็นชอบและร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะเท่ากับงานของสปช. ที่ทำมาเกือบ 1 ปี ได้นำไปปฏิบัติต่อ แต่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็จะเท่ากับการสิ้นสุดของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และสปช. จากนั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา และต้องรอให้พิจารณาด้วยว่าจะนำประเด็นปฏิรูปที่สปช. เสนอบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

นายบวรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านสปช. มีบทบัญญัติด้วยว่าให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งส.ว., พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน 

"ผมไม่กังวลกับประเด็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมา ผมมองว่าในส่วนของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปรารถนาให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แต่เมื่อสปช. ส่วนใหญ่ใช้วิจารณญาณแล้วเห็นว่าไม่ควรผ่าน ถือว่ารับได้ และไม่ใช่การเสียของ แต่จะทำให้เวลายืดออกไปอีก" นายบวรศักดิ์ กล่าว