วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลเล็งแก้มติครม.ให้ซื้อรถเมล์เอ็นจีวีได้ถึง1พันคัน

รัฐบาลเดินหน้าผลิตเครื่องบินทะเล-เสื้อเกราะใช้เอง พร้อมดันรถเมล์ไฟฟ้าแทรกในโครงการเมล์เอ็นจีวี เล็งแก้มติครม.ให้ซื้อได้ 500-1,000 คัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมแห่งชาติ(คพน.) ครั้งที่ 3/2558 ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยภายหลังการประชุมนายยงยุทธ์ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า วันนี้คณะกรรมการฯอนุมัติให้นำโครงการที่มีความสนใจนำไปดำเนินการต่อ โดยโครงการแรกเป็นการวิจัยเครื่องบินทะเลที่มีการพัฒนาระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)และสถาบันเทคโนโลยีกระทรวงกลาโหมหลายปีแล้ว และขณะนี้จะมีการดำเนินการที่เข้นข้นขึ้นเพื่อให้ได้เครื่องบินที่ผลิตได้จริงและนำมาใช้งานได้จริง ตั้งแต่เครื่องบินขนาดเล็ก2ที่นั่ง จนถึง 10 ที่นั่ง ที่จะใช้ในการตรวจสอบดูแลสภาพอากาศและการท่องเที่ยว และคณะกรรมการฯยังอนุมัติโครงการเสื้อเกราะกันกระสุนสู่การใช้งานจริง ที่ประเทศไทยมีความต้องการใช้จำนวนหลายหมื่นตัว เพื่อให้ผู้ที่ทำงานด้านความมั่นคงได้นำไปใช้ เพราะประเทศไทยสามารถนำวัสดุที่ได้มาตรฐานมาใช้ทำเสื้อเกราะได้แล้ว  

นายยงยุทธ์ นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีการพิจารณาดูว่าประเทศไทยมีความต้องการรถยนต์ เช่นรถบัส หรือรถทั่วไปจำนวนมาก และกรณีที่จะมีการนำรถเมล์เอ็นจีวีมาใช้จำนวน 3 พันกว่าคัน ถ้ามีจำนวนหนึ่งหรือประมาณ 500 คัน เป็นรถเมล์ที่ใช้พลังงานไฟ้ฟ้า

"จริงอยู่รถเมล์ไฟฟ้าอาจจะมีต้นทุนแพงกว่ารถเมล์เอ็นจีวีบ้าง แต่เรื่องของการใช้พลังงานและการดูแลราคาถูกกว่า ดังนั้นจะมีการพัฒนา และจัดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า เพราะรถพลังงานไฟฟ้าก็ต้องการชาร์จไฟเมื่อไฟหมด" นายยงยุทธ์ กล่าว  

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องเครื่องบินทะเลและเสื้อเกราะกันกระสุนนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้พยายามทำให้คณะกรรมการฯคิดให้ครบทั้งระบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องมาตรฐาน ถ้าไม่มีมาตรฐานก็ไม่ปลอดภัย อย่างกรณีของเครื่องบินทะเลนายกรัฐมนตรีได้สอบถามว่ามาตรฐานคืออะไร มีชั่วโมงบินที่ทดสอบมากน้อยแค่ไหน และมีการใช้ประโยชน์ลักษณะไหนบ้าง ส่วนเรื่องเสื้อเกราะกันกระสุนนายกฯก็ห่วงเรื่องความปลอดภัย

เพราะเสื้อเกราะที่ปลอดภัยทำให้ชีวิตของทหาร/ตำรวจปลอดภัยด้วย ซึ่งนายกฯได้สอบถามถึงมาตรฐานและขอให้ได้มาตรฐานสากลด้วย ซึ่งในส่วนนี้คณะกรรมการฯชี้แจงว่าในส่วนของโครงสร้างทำเองได้หมดแล้ว แผ่นเกราะมีการใช้เซรามิคมาเป็นตัวเกราะที่มีความแข็งแรงทนทานน้ำหนักเบาซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ ซึ่งนายกฯยังแนะนำว่าแม้เสื้อเกราะจะใช้ได้ แต่สะเก็ดระเบิดจากหัวกระสุนไปกระทบที่ตาและสมอง ส่วนอื่นๆของร่ายการจะทำอย่างไร ทำให้วิธีคิดการทำของเราทำไปทำมาอาจจะส่งออกขายต่างประเทศได้อีกด้วย แต่ที่ผ่านมาต้องนำเข้าทั้งหมดแต่วันนี้นายกฯมอบนโยบายว่าเราต้องทำเองให้มากขึ้นเท่าที่ทำได้

รมว.วิทยาศาสตร์ กล่าวถึงรถพลังงานไฟฟ้าว่า จากเดิมที่จะมีการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี ก็แปลงมาเป็นรถเมล์พลังงานไฟฟ้า 500-1,000 คันก็แล้วแต่ โดยหลักการที่ประชุมเห็นด้วยกันในที่ประชุม ซึ่งอันดับแรกจะมีการนำมาประกอบเนื่องจากไทยมีศักยภาพในการประกอบรถยนต์ค่อนข้างสูงในระดับโลก แต่สิ่งที่ต้องเสริมคือการวิจัยในชิ้นส่วนสำคัญคือแบตเตอรี่และมอเตอร์ทีอยู่ในโรดแมพ  

“รถเมล์เอ็นจีวีที่ซื้อไปแล้ว 489 คันก็ซื้อต่อไป แต่ยังเหลืออีก 2 พันกว่าคัน ถ้าเปลี่ยนมติครม.จากรถเมล์เอ็นจีวีให้กลายเป็นว่าเหลือรถเมล์เอ็นจีวีจำนวนหนึ่งแล้วซื้อรถไฟฟ้า 500 หรือ 1,000 คัน ก็แล้วแต่จะเห็นว่าเหมาะสม แต่คาดว่าจะซื้อรถเมล์ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 500คัน ซึ่งกำลังมีการตั้งบริษัทขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้แล้ว” นายพิเชฐ กล่าว  

ด้านนายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงรถเมล์พลังงานไฟฟ้าว่า ราคาแพงกว่ารถเมล์เอ็นจีวีก็จริง แต่ถ้าวิ่งทุกวัน 20 ปี ให้เทียบค่าพลังงานและค่าบำรุงรักษาน้อยกว่า และถ้า 5 ปี ยอมซื้อแบตเตอรี่ใหม่บวกกับ 20 ปี รถพลังงานไฟฟ้าจะชนะ ดังนั้นการประมูลห้ามแข่งกันที่ราคาซื้อรถ เพราะรถไฟฟ้าแพ้วันยังค่ำ แต่ขอให้บวกความคุ้มค่าเทียบกันจะเห็นว่ารถพลังงานไฟฟ้าราคาถูกกว่า  

ส่วนการผลิตเสื้อเกราะกันกระสุน ผู้อำนวยการสวทช.ว่า ขณะนี้เอกชนเป็นผู้ผลิต นำไปใช้จริงแล้ว 250 ตัว กระจายอยู่หน่วยงานต่างๆ จากทั้งหมดที่มีการใช้งาน 1หมื่นตัว โดยเซรามิคมีความสามารถในการป้องกันกระสุนได้ในระดับ 3-3A หรือกระสุนเจาะเกราะที่มีอานุภาพสูงพอสมควร ซึ่งในช่วงปีแรกนายกฯให้ผลิตให้ได้ 1,000ตัว และ3ปี ต้องผลิตให้ได้ 30% หรือ 3,000ตัว และให้นำเซรามิคไปทดสอบในห้องทดสอบในต่างประเทศเพื่อให้ได้มาตรฐานด้วย  

"ปัจจุบันเรานำเข้าเสื้อเกราะระดับนี้ตัวละ 32,000บาท แต่ของไทยผลิตได้ราคาประมาณ 28,000บาท แต่ถ้าโครงการนี้เดินหน้ามีการสั่งซื้อเยอะขึ้นเราจะสามารถขายได้ตัวละ 15,000บาท ดังนั้นเมื่อต่างประเทศรู้ว่าเราผลิตได้ราคานี้เขาก็จะลดราคาลงก็ดีกับประเทศไทย"นายทวีศักดิ์ กล่าว