"ประยุทธ์"เผยนักลงทุนสหรัฐ ไม่รังเกียจตน พร้อมขยายการลงทุน ลั่น"ไทย-สหรัฐ"เป็นมิตรยาวนาน ย้ายประเทศหนีไม่ได้ ต้องคบกันต่อ
ทำเนียบรัฐบาล คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (US-ASEAN Business Council : USABC) ประกอบด้วย AIG, Brown-Forman, Caterpillar, Chevron, Cigna, Cisco, Citibank, Coca-Cola, ConocoPhillips, Dow Chemical Company, Eli Lilly and Company, Ford Motor Company, General Electric (GE), Google, Guardian Industries, MasterCard, Mead Johnson, Microsoft, Monsanto, Philip Morris, Procter & Gamble, Qualcomm, Seagate, Syngenta, Time Warner, UPS, และ Visa เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อหารือเกี่ยว
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือ ว่า นักธุรกิจอเมริกา 50-60 บริษัทที่ลงทุนในไทยที่มาพบนั้น ถือว่าเป็นประเทศที่มาลงทุนในไทยอันดับสอง โดยประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่ง และที่พบครั้งนี้มีหลายสาขา รวม 5 กลุ่ม พร้อมจะร่วมลงทุนในไทย ในโอกาสต่อไปโดยเร็ว ซึ่งตนได้พูดให้กลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้เข้าใจสถานการณ์การเมือง สถานการณ์ความมีเสถียรภาพของไทย และการเดินหน้าประเทศ ในขณะนี้ที่ทำอย่างไร ที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น สร้างความเข้มแข็ง เพิ่มพูนการแข่งขัน การถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเขาก็รับไปหมดและยินดีที่จะร่วมมือกับเราในโอกาสจากนี้เป็นต้นไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันเขาก็มีการคุยกันตลอดอยู่แล้วกับกระทรวง ทบวง กรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งคาดว่าในปี 2559 การลงทุนจะเพิ่มมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มนักลงทุนสหรัฐมีข้อห่วงใยถึงสถานการณ์ประเทศไทยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาไม่ได้ห่วงอะไร โดยเฉพาะเรื่องการเมือง เขามั่นใจ เพราะกลุ่มพวกนี้ลงทุนในไทยอยู่แล้ว และต้องการจะขยายการลงทุนให้มากขึ้น ในกิจการอื่น ๆ ซึ่งตนก็บอกเชิญมาเลย อะไรต่าง ๆ ที่เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์อาเซียน ทั้งความเชื่อมโยง สาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งทางบก น้ำ อากาศ ตนเล่าให้ฟัง ข้อสำคัญคือเราต้องลดอุปสรรคทางการค้าให้กับทุกประเทศ รวมถึงอเมริกาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทุกประเทศเจอกับอุปสรรคหมด วันนี้เราได้แก้กฎหมาย และจัดตั้งศูนย์วันสต๊อปเซอร์วิส ในหลายๆแห่งทำให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วขึ้น ไม่เช่นนั้นเขาก็ไม่อยากมาลงทุนกับเรา พูดแล้วทำแล้วก็ไม่จบกันเสียที ยาวเป็นปี คราวนี้ต้องจบภายใน 30 วัน เพื่อให้เขาหาทางการลงทุนต่อไป
"การลงทุนต้องหาเงินมาลงทุน ไม่ใช่เอาเงินในกระเป๋ามาลงทุน และต้องเข้าใจ ซึ่งนักธุรกิจมองหาช่องทาง หลังจากที่มั่นใจและทุกอย่างต้องใช้เวลา ทั้งด้านพลังงาน สุขภาพ ยา เขาพร้อมลงทุน โดยผมได้บอกว่า ต้องถ่ายทอดให้ไทยด้วย ไม่เช่นนั้นวันหน้าไทยจะเป็นฝ่ายที่ต้องซื้อตลอด ซึ่งเขาก็ยินดี รวมถึงเรื่องการเกษตร การลงทุนบริษัทรถยนต์ที่มีหลายบริษัทสนใจ พร้อมจะมาทันที เพราะพูดกับผมมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร เขาไม่ได้รังเกียจอะไรผม และวันนี้เขาต้องการความคืบหน้า เขาให้เกียรติและมาพบผม และยืนยันจะร่วมลงทุนกับเรา ผมก็บอกไปว่าเรากับอเมริกาเป็นมิตรกันมายาวนานถึง 180 ปี ฉะนั้นยังไงเราก็ต้องเป็นมิตรกัน จะย้ายประเทศหนีกันไม่ได้ ถ้าไม่ชอบผมก็ให้ลืมๆผมไป" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการลงทุนบริษัทรถยนต์นั้น วันนี้มีหลายประเทศที่สนใจจะมาลงทุนทั้งมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ โดยเฉพาะบริษัทฟอร์ด ที่สนใจจะขยายการลงทุนเพิ่ม หากเป็นโรงงานสีเขียวและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเราได้ เราก็ต้องยินดี และสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะมันจะเกิดห่วงโซ่ หากเขาลงทุนเกิดผลผลิต ก็จะมีรายได้เข้าประเทศ มีการจ้างงาน และมีบางบริษัทยินดีที่จะตั้งบริษัทในลักษณะทวิภาคี ให้เราเข้าไปเรียนรู้ในบริษัทเขาด้วย ซึ่งตนอยากให้โรงงานเหล่านี้ตั้งกระจายในหลายพื้นที่ โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษก็เป็นเขตที่กำหนดขึ้นมา แต่จะเกิดขึ้นเท่าไหร่อย่างไร เป็นเรื่องของอนาคต ไม่ใช่ว่าจะต้องเกิดได้ปีนี้ปีนั้นแล้วมีมูลค่ามหาศาลมันไม่ใช่ มันต้องมีแผนไปขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวถามว่าทางนักธุรกิจสหรัฐได้สอบถามถึงการเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาก็ถามซึ่งเขาได้ติดตามอยู่ เขารู้ ซึ่งตนได้ยืนยันไปว่าต้องรอกฎหมาย หากพ.ร.บ.ออกมา ก็ต้องดำเนินการ เขาก็ฟัง จากนั้นจะมีการแข่งขันอะไรต่างๆก็ว่ากันไป
ส่วนผลกระทบจากอันดับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่ไทยอยู่เทียร์ 3 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทางกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐ ก็มีการพูดถึง แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากมาย เพราะรู้ว่าเราแก้ปัญหาอยู่ วันก่อนตนได้ออกคำสั่งไปฉบับหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้มงวด ไม่ใช่ต้องการจะรังแกใครสักคนสักพวก เพราะเป็นคนไทยก็ต้องหารือว่าจะทำอย่างไรต่อไป ในเมื่อไม่ถูกกฎหมายตนจะทำอย่างไรได้ จำนวนเรือก็มีความสำคัญ มากเกินไปก็ไม่มีปลาให้จับ ไปจับต่างประเทศก็ผิดกฎหมาย ถูกจับอีก กระเทือนกันไปหมด ซึ่งเราต้องทำให้ถูกหลักเกณฑ์ของไอยูยูด้วย ซึ่งวันนี้ต้องจัดระเบียบใหม่ หากปล่อยเป็นอย่างเดิมปัญหาก็จะพันไปเรื่อย ๆ และกระทบภาพรวมของประเทศด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการแสดงความเป็นห่วงหากไทยถูกมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขายังไม่พูดจะไปเชิญเขามาคว่ำทำไม เขาบอกแล้วถ้าเราทำดีมีความตั้งใจก็อยู่ระดับนี้ไปก่อน สื่อไม่ต้องไปเชิญเขามาคว่ำหรอก ไม่ต้องพูดก็ได้ ถ้าเขาจะคว่ำก็ทำเอง ไม่ต้องไปเชื้อเชิญเขามาหรอก
ผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีการพูดถึง เพราะการพูดจาตนต้องระวังอยู่แล้ว ความตกลงที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของประเทศชาติ มันต้องมาหารือ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะต้องร่วมพิจารณาด้วย


