ตัวแทนสปช. อ้าแขนรับ"สุเทพ" ตรวจการบ้านงานปฏิรูป แนะใช้เหตุผลมากกว่าความรู้สึก ด้าน"เสรี"ประเมินงานปฏิรูปล้มเหลว-ไม่มีรูปธรรม
จากกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ประกาศภารกิจแรกหลังจากที่ลาสิขาบถ ว่า คือดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปแห่งประเทศไทยและเคลื่อนไหวฐานะตัวแทนประชาชนในการเรียกร้องการปฏิรูปประเทศ 6 ด้านก่อนการเลือกตั้ง นั้น สมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.) ได้แสดงความเห็นสนับสนุนต่อแนวทางตรวจการบ้านงานปฏิรูปของสปช. ที่ได้ดำเนินการมา
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิปฯสปช.) กล่าวว่า ในวันที่ 13 ส.ค. นี้ สปช. จะส่งมอบแผนแม่บทและพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศให้กับสาธารณะและประชาชน ซึ่งมีเนื้อหาของการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ไม่เฉพาะแค่ด้านการเมืองเท่านั้น อย่างไรก็ตามยอมรับว่าแผนการปฏิรูปประเทศนั้น ต้องใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องและให้หน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบันและรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งรับไปดำเนินการด้วย ดังนั้นความคาดหวังของความรวดเร็วในการตอบโจทย์งานปฏิรูปประเทศ 6 ด้านที่ กปปส. ได้ดำเนินการก่อนหน้านั้น ตนอยากให้ใช้เหตุผลพิจารณามากกว่าความรู้สึกมาตัดสินในประเด็นเร็วหรือช้า
"สปช.มีแผนการปฏิรูปใน 37 ประเด็นและ 6 วาระพัฒนา และจากการพิจารณาถึงแนวทางการแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศในอนาคตแล้ว สามารถมีแนวทางแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ 6 ประเด็นสำคัญ คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น, การทุจริตการเลือกตั้ง หรือทุจริตด้านการเมือง, ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม, ความแตกแยกแบ่งฝ่าย, ความเสื่อมถอยของการแข่งขันของประเทศ และปัญหาคุณภาพของการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ หากรัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลชุดต่อไปรับไปขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์” นายอลงกรณ์ กล่าว
ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช. และประธานกมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องดีที่นายสุเทพ จะเข้ามาตรวจการบ้านงานปฏิรูปของสปช. และไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล ทั้งนี้ถือเป็นสิทธิของประชาชนหรือสาธารณะที่จะตรวจสอบงานของสปช.ได้ เพราะงานที่สปช.ทำนั้นถือเป็นเรื่องที่เผยแพร่และเปิดเผยได้ อย่างไรก็ตามการทำงานของสปช. ที่ผ่านมา ตนยอมรับว่ามีความล้มเหลวและไม่เกิดเป็นรูปธรรม เนื่องจากมีกรอบเวลาทำงานที่จำกัดการทำหน้าที่ และไม่สามารถได้ข้อสรุปที่ตกผลึกร่วมกันของที่ประชุมสปช. โดยส่วนตัวมองว่าการนำเสนอรายงานของกมธ.ปฏิรูปชุดต่างๆ ต่อที่ประชุมและให้สปช. อภิปรายคนละ 5 นาทีนั้นไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นในกรณีที่จะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้ามาทำหน้าที่หลังจากที่สปช. พ้นวาระเมื่อลงมติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ควรพิจารณาปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พรรคการเมือง นักการเมือง เพราะการปฏิรูปที่ไม่มีส่วนร่วม ทำให้ระบบปฏิรูปล้มเหลว





