"พล.อ.ไพบูลย์"แจงคำสั่งคสช.ไม่ห้ามเปิดสถานบริการ 300 เมตรจากสถานศึกษา มอบสตช.-มหาดไทยทำความเข้าใจผู้ประกอบการ ยันไม่ผ่อนผัน
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ในทาง รวมทั้งการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการว่าเป็นการประชุมเพื่อทบทวนหลังประกาศใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งพบว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนยังเข้าใจผิดในรายละเอียดของคำสั่ง โดยเฉพาะประเด็นกำหนดระยะห่างของสถานบันเทิงกับสถานศึกษา ยืนยันว่ามติครม.และคำสั่งคสช.ไม่มีเรื่องการกำหนดระยะห่าง300จากสถานศึกษาจึงมอบหมายให้กรมการปกครอง เเละสำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเพราะเข้าใจว่ากฎหมายที่ออกมาบางคนอ่านไม่เข้าใจจึงทำให้มีปฏิกิริยาต่อต้านกฎหมายดังกล่าวทั้งนี้ ย้ำว่ารัฐบาลและคสช. มีความจำเป็นต้องเอาจริงเอาจังตามกฎหมาย จะไม่มีการผ่อนผันเพื่อป้องกันเยาวชนไม่ให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสุราผู้ประกอบการที่ไม่สุจริตไม่ควรไปดึงผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องมาเป็นพวก เพราะจะไม่ธรรมกับกฎหมายและสังคม
รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่าสำหรับกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้ไปสำรวจการจัดทำโซนนิ่งพื้นที่เปิดสถานบริการ เนื่องจากกฎหมายเดิมกำหนดโซนนิ่งไว้ตั้งแต่ปี2545แต่ปัจจุบันความเจริญและระบบขนส่งเข้าไปถึงสถานที่ห่างไกล ทำให้หลายพื้นที่มีความเจริญเหมาะสมกับการเปิดสถานบริการ แต่ผู้ประกอบการที่สุจริตไม่สามารถขออนุญาตเปิดอย่างถูกต้องได้เพราะติดขัดข้อกฎหมายดังนั้น จึงมอบหมายให้ไปจัดโซนนิ่งใหม่ภายใน180วันจึงขอให้ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสำรวจเพื่อจัดโซนนิ่งใหม่หลังจากนี้จะกำหนดให้มีการสำรวจโซนนิ่งทุก2ปี เพื่อไม่ปล่อยให้สถานบันเทิงต้องทำผิดเพราะกฎหมายไม่เปิดช่องทั้งนี้ตนให้เวลา2เดือนในการประเมินผลปฏิบัติตามคำสั่งคสช.และมติครม. เพื่อนำมาปรับให้เหมะสม
“ในส่วนกรมสรรพสามิตขอให้ทบทวนการออกใบอนุญาตสถานประกอบการภายใน60วัน เนื่องจากพบว่าผู้ประกอบการใช้ช่องว่างจากระเบียบที่หละหลวมเปลี่ยนชื่อแล้วเปิดบริการใหม่ ดังนั้น หากตรวจสอบพบว่าเคยเป็นสถานบริการที่เคยถูกสั่งปิด5ปี ต้องเพิกถอนใบอนุญาตห้ามเปิดบริการใหม่ ทั้งนี้หากเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่ายังมีการเปิดบริการอีกเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงคำสั่งแก้ปัญหาเด็กแว้นท์ว่า ยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลไม่ได้มีเป้าหมายเอาผิดกับร้านแต่งรถเพื่อความสวยงานผู้ประกอบการที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนเพื่อไปก่อความรำคาญยังเปิดสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะเข้ามาตรวจสอบเช่นเดียวกับกรณีผู้ปกครองที่บุตรหลานออกมากระทำผิดก็ไม่ได้เอาผิดตั้งแต่ถูกจับครั้งแรกแต่จะผ่อนให้กับผู้ปกครองที่ปล่อยปละเป็นครั้งที่2และ3โดยการออกกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจังไม่ใช่แค่ข่มขุ่ให้กลัวเท่านั้นนอกจากนี้ยังมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครเปิดพื้นที่เชิงบวกเป็นสนามกีฬาให้เยาวชนมีพื้นที่จัดกิจกรรมใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะมีศูนย์ติดตามการทำงาน

