วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ยกร่างฯยืดเวลา30วัน ส่งรธน.ให้สปช.22ส.ค.

มติกมธ.ยกร่างฯยืดเวลา 30 วัน ส่งรัฐธรรมนูญให้สปช.22 ส.ค. นี้ เตรียมทำเจตนารมณ์ ไม่ตัดสิทธิ์ 111-109 สมัคร ส.ส.

รัฐสภา-พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯมีมติร่วมกันในการขยายเวลาการทำงานออกไปอีก 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในการส่งร่างรัฐธรรมนูญให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 22 ส.ค. โดยขั้นตอนต่อไปจะแจ้งมติของคณะกมธ.ยกร่างฯให้กับสปช.รับทราบ ส่วนสาเหตุที่ต้องขยายเวลาการทำงานนั้น เนื่องจากคณะกมธ.ยกร่างฯต้องพิจารณาคำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญจากสปช.และคณะรัฐมนตรี(ครม.)เป็นจำนวนมาก ซึ่งในบางคำขอมีการแก้ไขกระทบเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองที่มีการปรับลดเนื้อหาจำนวนมาก ด้วยเหตุผลดังกล่าวคณะกมธ.ยกร่างฯจำเป็นต้องขยายเวลาการทำงานออกไป เพื่อให้เกิดความรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงเลขมาตรา และถ้อยคำต่างๆ  

อย่างไรก็ตามในช่วง 30 วันดังกล่าว คณะกมธ.ยกร่างฯสามารถปรับแก้เนื้อหาในส่วนที่คณะกมธ.ยกร่างฯเคยมีความเห็นชอบร่วมกันไปแล้วได้ แต่ที่ประชุมต้องมีความเห็นร่วมกันก่อน ขณะเดียวกันคณะกมธ.ยกร่างฯจะเชิญสปช.และครม.ในฐานะผู้เสนอคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมารับฟังเหตุผลของกมธ.ยกร่างฯที่ได้มีการแก้ไขเนื้อหาทั้งหมดในระหว่างวันที่ 17-19 ส.ค.

เมื่อถามว่าเวลานี้มีกรณีของมาตรา 111 ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครส.ส.ที่อาจนำไปสู่การตีความได้ว่า ผู้ที่ถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะไม่สามารถสมัครส.ส.ได้ พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ที่จริงทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่ชัดในรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550   

เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่า ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธ์เลือกตั้งจากเหตุของการถูกยุบพรรคและรับโทษห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาครบแล้ว 5 ปี จะสามารถกลับมาลงสมัครเลือกตั้งได้ พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า “ให้อ่านเอง ผมคงไม่ตอบอะไร เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกมธ.ยกร่างฯที่จะต้องไปตอบในรายละเอียดที่เกี่ยวกับตัวบุคคล หรือคณะบุคคล เพราะการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการยกร่างในหลักการที่สำคัญ เพื่อให้เกิดการยึดถือในทางปฏิบัติ เพราะถ้าไปยึดถือเรื่องตัวบุคคลก็จะมีการตั้งคำถามไม่จบสิ้น"

ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ในปัญหาที่มีหลายฝ่ายสงสัยเรื่องความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของการตัดสิทธิ์ผู้สมัครเลือกตั้งส.ส.ในมาตรา111 (8) ที่บัญญัติว่า บุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่า การกระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมจะไม่สามารถลงสมัครส.ส.นั้น คณะกมธ.ยกร่างฯจะมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่า จะจำกัดสิทธิ์เฉพาะบุคคลที่เป็นตัวการที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรมเท่านั้น ส่วนกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากการกระทำของบุคคลที่เป็นตัวการดังกล่าวจะไม่ถูกตัดสิทธิ์ในการลงสมัครเลือกตั้ง  

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่า กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ คณะกมธ.ยกร่างฯจะบันทึกในเจตนารมณ์ว่า จะต้องเป็นกรณีที่บุคคลถูกคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มีความผิดฐานทุจริตเท่านั้นถึงจะไม่มีสิทธิ์สมัครส.ส. แต่หากเป็นกรณีที่บุคคลถูกคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันละปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ามีความผิด โดยศาลยังไม่มีคำพิพากษาให้ถึงที่สุดจะยังมีสิทธิ์สมัครเลือกตั้งส.ส.ได้