โฆษกกมธ.ร่างรธน. เผยร่างรธน. ปรับเอกสิทธิคุ้มครองส.ส.-ส.ว. ให้ถูกดำเนินคดีได้ หากเจ้าตัวยินยอม-เป็นโทษที่มีความผิดจำคุก10ปี-ทุจริตต่อหน้าที่
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการพิจารณาทบทวนบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ตามข้อเสนอและคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจากภาคส่วนต่าง ๆ ในประเด็นสำคัญ คือ การให้เอกสิทธิคุ้มครองส.ส. หรือ ส.ว.ในระหว่างสมัยประชุมที่ห้ามไม่ให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากที่ประชุมแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกหรือเป็นการจับกุมในขณะกระทำความผิด ที่ประชุมได้ปรับบทบัญญัติโดยเพิ่มข้อยกเว้นเข้าไปอีก 2 กรณี คือ ความผิดในฐานทุจริตต่อหน้าที่และในคดีความผิดที่มีบทลงโทษให้จำคุก10 ปีขึ้นไป
นอกจากนั้นแล้วยังได้แก้ไขในส่วนของอำนาจประธานแห่งสภาที่ส.ส.หรือส.ว.ซึ่งถูกจับขณะกระทำความผิด ที่เดิมให้ออกคำสั่งปล่อยตัว ไปเป็นการร้องขอให้ปล่อยตัว ซึ่งจะหมายถึงการปล่อยตัวหรือไม่นั้นเป็นดุลยพินิจของผู้ที่จับกุม อย่างไรก็ตามประเด็นคำว่า ร้องขอนั้นยังมีนักวิชาการที่ตีความหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้นประเด็นดังกล่าวอาจนำไปสู่การวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งด้วย ขณะที่บทบัญญัติเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของศาลต่อคำฟ้องส.ส. หรือ ส.ว. ได้ปรับแก้ไขเช่นเดียวกัน โดยเนื้อหาเดิมได้กำหนดห้ามกระทำ ยกเว้นได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือเป็นคดีอันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งส.ว., พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เพิ่มข้อยกเว้น คือ ในคดีความผิดที่มีบทลงโทษให้จำคุก10 ปีขึ้นไป และผู้นั้นยินยอมเข้าสู่การพิจารณาของศาล
นายคำนูณ แถลงด้วยว่าสำหรับบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งอื่นให้พ้นจากการตำแหน่ง ซึ่งแยกบทลงโทษออกเป็น การตัดสิทธิทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี ในกรณีที่ถูกถอดถอนด้วยพฤติการณ์ที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป หรือตลอดชีวิต หรือจนกว่ารัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ในกรณีที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ, ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่, ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมนั้นที่ประชุมได้เพิ่มบทบัญญัติให้บทบัญญัติดังกล่าวนั้นครอบคลุมไปยังผู้ที่อยู่ระหว่างดำรงตำแหน่งและผู้ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วด้วย ทั้งนี้ในกรณีที่บางพฤติกรรมที่ถือเป็นความผิดอาญาและอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล จะไม่ถือว่าเกี่ยวข้องกับการดำเนินการถอดถอนของรัฐสภา ที่ถือว่าเป็นขั้นตอนทางการเมือง แม้ว่าคดีของบุคคลนั้นศาลยังไม่ตัดสินสิ้นสุด แต่รัฐสภาลงมติถอดถอนผู้นั้นไปแล้ว ก็ไม่ถือว่ามีส่วนพิจารณาที่เกี่ยวข้องกัน เพราะผลแห่งการกระทำนั้นเป็นคนละกรณี
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาทบทวนบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรานั้น ได้นำประเด็นสำคัญกลับมาพิจารณาทบทวนอีกครั้ง คือ บทบัญญัติว่าด้วยการกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ซึ่งมีผู้ที่ท้วงติงว่าควรบัญญัติให้เป็นการเลือกตั้งสิทธิ เหมือนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และนำประเด็นของกรรมการสรรหาส.ว.ประเภทสรรหา ที่กำหนดไว้ใน 4 ประเภท ได้แก่ 1.การเลือกกันเองของผู้ซึ่งเคยเป็นอดีตข้าราชการตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าซึ่งเป็นตำแหน่งบริหาร และอดีตข้าราชการฝ่ายทหาร , 2.การจับฉลากเลือกในส่วนผู้แทนสภาวิชาชีพ, 3.การสรรหาผู้แทนองค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคล ในด้านเกษตรกรรม, ด้านแรงงาน, ด้านวิชาการและศึกษา, ด้านชุมชน และด้านท้องถิ่น และ4.การสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมใน 24 ด้าน





