วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ยกร่างรธน.​ฟื้นสิทธิยุบพรรคการเมือง

กมธ.ยกร่างรธน.​ฟื้นสิทธิยุบพรรคการเมือง ฐานล้มล้างปกครองในร่างรธน. แต่ยกเว้นเหตุปฏิบัติหน้าที่ของส.ส.-พรรคการเมือง พร้อมปรับการตัดสิทธิลงส.ส.

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ​ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ตามข้อเสนอแนะและคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาทบทวนมาตราที่รอการพิจารณาไว้ก่อนหน้านี้ โดยหลังการประชุม พล.อ.เลิศรัตน์​ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมว่า ประเด็นที่มีการตกผลึกและเป็นข้อสรุป แล้ว คือ ในส่วนบทบัญญัติว่าด้วยการห้ามบุคคลใช้สิทธิหรือเสรีภาพที่อาจก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ประชุมได้เพิ่มมาตรา 33/1 ให้ครอบคลุมการห้ามกระทำการอันอาจเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยไปในส่วนของพรรคการเมือง และหากมีการกระทำให้ผู้ททราบเรื่องยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสั่งการให้ยกเลิกการกระทำ และอาจสั่งให้ยุบพรรคการเมืองได้ แต่กรณีการกระทำการตามมาตรานี้จะไม่รวมถึงผลการปฏิบัติหน้าที่ส.ส. เช่น การเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ขณะประเด็นจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ประชุมให้เพิ่มกลไกบังคับให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมและกำหนดให้มีการจัดทำกฎหมายว่าด้วยประมวลจริยธรม ไว้ในมาตรา 74/1 คือ ให้มีการตรวจสอบ มีกรรมการตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง , กรรมการองค์กรตามรัฐซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยประเด็นของส.ส.นั้นให้มีกลไกตรวจสอบการยื่นแสดงรายการเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปี ในกรณีที่ผู้นั้นได้รับการเลือกต้งแล้ว  

พล.อ.เลิศรัตน์ แถลงต่อว่าในมาตรา 111 ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้ปรับปรุงเนื้อหาของ (14) เป็น “อยู่ระหว่างห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 247 หรือถูกถอดถอน อันเหตุมาจากการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ การใช้อำนาจหน้าที่ที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และการประพฤติผิดจริยธรรมร้ายแรง” ขณะที่ (15) ได้ปรับให้เป็น “เคยถูกถอดจากตำแหน่ง เพราะเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อทุจริตต่อหน้าที่ ส่อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม” และตัดคำว่า   “หรือถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือในการดำรงตำแหน่งอื่น” ออก โดยหลักการสำคัญคือเเป็นประเด็นของคดี ไม่เกี่ยวกับบุคคล ส่วนในอนาคตหากบุคคลใดมีข้อสงสัยต่อประเด็นนี้ให้นำเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  

พล.อ.เลิศรัตน์ แถลงต่อว่า ขณะที่มาตรา 254 ว่าด้วยการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่ง นั้น ที่ประชุมได้บัญญัติถ้อยคำเพิ่มเติม คือ ในกรณีที่ผู้นั้นถูกถอดถอนด้วยเหตุการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ให้ตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา5 ปี ขณะที่ผู้ที่ถูกถอดถอนจากการพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อทุจริตต่อหน้าที่ ส่อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ให้ถือการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป โดยหลักการสำคัญที่ได้เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับข้อห้ามของบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น เพื่อให้สอดคล้องกัมาตรา 35(4) ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557  

พล.อ.เลิศรัตน์​ แถลงด้วยว่าสำหรับร่างรัฐธรรมนูญ​ในส่วนขององค์กรที่ว่าด้วยคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ และ บทเฉพาะกาลนั้น ที่ประชุมจะนำไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้งในการประชุมสัปดาห์หน้า ที่รัฐสภา

รายงานข่าวจากที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า สำหรับประเด็นที่บัญญัติให้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในส่วนของพรรคการเมืองเข้ามาด้วยนั้น ส่วนหนึ่งได้นำความจากมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและเห็นว่าการกระทำผิดในฐานดังกล่าวในส่วนของพรรคการเมืองควรบัญญัติด้วย เพราะหากให้เหตุลงโทษนักการเมืองในฐานความผิดต่างๆ เช่น ประพฤติทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่, ราชการ, การยุติธรรมยยังกำหนดโทษและความผิดไว้ แต่หากกรณีของการล้มล้างการปกครองซึ่งเป็นความผิดที่ใหญ่กว่าเรื่องดังกล่าว พรรคการเมืองควรได้รับการกำหนดบทบัญญัติด้วย​

ทั้งนี้เหตุกระทำการดังกล่าวได้กำหนดให้เป็นกรณีเฉพาะบุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ขณะที่ในส่วนของกลุ่มการเมืองที่มีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายล้มล้างการปกครองนั้นจะไม่เข้าข่ายมาตรา 33/1 แแต่จะเข้าข่ายในมาตรา 31 ว่าด้วยการล้มล้างการปกครองผ่านบุคคลหรือกลุ่มบุคคลแทน