"ประวิตร" เผยหลังประชุมแก้ปัญหาไอยูยู ชี้นำข้อทักท้วงของอียูมาเร่งดำเนินการ ลั่นมีเวลาอีก 2 เดือนต้องไม่แย่กว่าเดิม
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ที่มีการประชุมเพราะสหภาพยุโรป(อียู)ยังดำเนินการไม่เรียบร้อยในเรื่องของกฎหมาย การบริหารจัดการการประมง ก็มีการทำความเข้าใจให้ทุกส่วนดำเนินการ ซึ่งความจริงแล้วทางผู้บัญชาการทหารเรือ และศปมผ. ได้เร่งรัดดำเนินการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมมือกับกรมประมง ก็กำลังจัดทำกฎหมายให้มีความสมบูรณ์ จึงอาจจะมีการตั้งคณะที่ปรึกษาด้านกฎหมายเกี่ยวกับการประมงเพื่อดูว่าส่วนใดของกฎหมายที่ยังไม่เป็นไปตามที่อียูต้องการ ซึ่งวันนี้ก็ได้มีการสั่งการไปแล้ว และอาจจะมีการจ้างที่ปรึกษาเข้ามาช่วยดำเนินการ
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในส่วนของต่างประเทศต้องการสร้างการรัห้อียูรู้ว่าไทยที่มีกรมประมง ร่วมกับกองทัพเรือ กรมเจ้าท่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อให้ต่างประเทศและอียู รวมทั้งเอ็นจีโอภายในประเทศและต่างประเทศให้ได้รับรู้ว่าเราได้ดำเนินการไปหลายอย่างที่จะต้องมีการประชาสัมพันธ์
"เรื่องเหล่านี้เราพยายามทำทุกเรื่อง เราไม่ได้อยู่เฉย เมื่ออียูติงมาว่าเราทำเรื่องกฎหมายยังไม่ดี เรื่องการของการบริหารจัดการไม่เรียบร้อย รวมทั้งเรื่องการรับรู้ เป็นสิ่งที่เวลานี้เราต้องแก้ปัญหา และได้สั่งการไปทุกหน่วยงานแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนก็เร่งดำเนินการและทำงานอย่างหนักตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา และเราก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย"พลเอกประวิตร กล่าว
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเรือที่ผิดกฎหมายที่ยังมีปัญหาเรื่องอวนลาก อวนรุนก็ยังไม่ให้ออกทะเลต้องทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีการอำนวยความสะดวกเป็นวันสต็อปเซอร์วิสกลางทะเลให้ขึ้นทะเบียนเรือ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเพิ่มจำนวนทรัพยากรธรรมชาติ10% ที่ต้องทำให้ได้ ดังนั้น อะไรที่ยังไม่เรียบร้อยก็ให้เร่งดำเนินการ ดังนั้นชาวประมงจะไม่ยอมไม่ได้ เพราะมีเวลาอีก 2 เดือนที่อียูส่งเจ้าหน้าที่มาช่วงเดือนตุลาคมเพื่อดูว่าเราทำอะไรไปบ้าง ซึ่งเป็นผลในเรื่องของใบเหลืองหรือว่าใบเขียวหรือว่าใบแดง
"เวลานี้เรือที่จอดจาก 7,000 ลำก็ลดลงเหลือประมาณ 3,000 ลำแล้ว เพราะเขาทำถูกต้อง อันไหนยังไม่ถูกต้องก็ออกไม่ได้ครับ และเป็นที่น่ายินดีว่าชาวประมงเข้าใจว่่สิ่งเหล่านี้จะกระทบการทำประมงของประเทศ และคงไม่มีการเยียวยาอะไรแต่ก็ให้กิงทัพเรือไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งกองทัพเรือคงจะเรียกทุกส่วนและสมาคมประมง เจ้าของเรือเพื่อดูแลในภาพรวมอีกที ซึ่งผมคิดว่าการแก้ปัญหาเราคงไม่ได้ต่ำกว่าใบเหลืองแน่นอน หรืออาจจะอยู่ที่เดิมที่จะต้องแก้ไขต่อไปไม่ลดละด้วยความทุ่มเท และก็หวังว่าอียูจะเข้าใจว่าเราได้ทำเต็มที่"พล.อ.ประวิตร กล่าว
ด้าน นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ว่า ระยะเวลาในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับด้านการประมงนั้น ไทยต้องพิจารณาจากภาพรวม โดยไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยในวันที่ 20 กรกฏาคม นี้ตนจะหารือกับทางไอยูยูถึงรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะข้อกฎหมาย
ด้านนายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับมามาตรการดำเนินว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ไม่สามารถทำได้ในช่วงโรดแมปของรัฐบาล และมีการหารือถึงการกระชับกลไกต่างๆ เพราะเวลาประเมินไอยูยูใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งจะต้องกระชับทั้งกลไก ระบบการสื่อสาร การดำเนินการไม่ให้มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ ซึ่งวันนี้ก็จะมีการพูดคุยเพื่อทบทวนโรดแมปที่คุยกันนั้นมีความชัดเจนหรือไม่ ซึ่งช่วงเดือนสิงหาคมนี้จะต้องมีการทำรายงานเป็นเอกสารจำนวน 6 เล่มให้แล้วเสร็จเพื่อส่งไปในเดือนกันยายนและทางสหภาพยุโรป (อียู) ก่อนที่จะเดินทางมาตรวจในช่วงเดือนตุลาคม อย่างไรก็ตามหากมีการประเมินแล้วก็คงมี 3 แนวทางคืออยู่ในอยู่ในระดับเดิม ดีขึ้น และแย่ลง ซึ่งยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาเพียง 6 เดือนอาจไม่เพียงพอและอาจจะต้องใช้เวลา 1-2 ปี
เมื่อถามว่าประเด็นที่ทางอียูต้องการให้แก้ไขปัญหาคือเรื่องใด นายอำนวย กล่าวว่า เป็นเรื่องกฏหมายและนโยบายซึ่งในส่วนกฏหมายเป็นเรื่องของรูปแบบแต่ทางคณะกรรมการกฤษฏีกา ก็ให้ความเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่และสามารถทำความเข้าใจได้ และในส่วนนโยบายเองก็ยืนยันว่าสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ แต่สิ่งที่ต้องทำงานหนักคือการทำงานเข้าใจ แต่ขณะนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ก็ทยอยเข้ามาร่วมเช่นกัน
เมื่อถามว่าภายหลังการประเมินช่วงตุลาคมนี้จะมีแนวโน้มดีขึ้นหรือไม่ นายอำนวย กล่าวว่า “ตนมั่นใจอย่างนั้น แต่การปลดล็อคไม่ใช่เรื่องง่ายแบบนั้น ซึ่งหลายประเทศก็เคยมีประสบการณ์ โดยเราจะต้องยอมรับกฏกติกาและประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการ ตั้งเป้าว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาภายใน 1 ปีในการแก้ไขปัญหา โดยจะทำให้มีการเปลี่ยนอย่างมีนัยยะสำคัญ และทางอียูก็จะได้เห็นการแก้ปัญหาได้ภายในรัฐบาลนี้ แต่จะปรับจากใบเหลืองให้ดีขึ้นหรือไม่นั้นไม่สามารถตอบได้เพราะจะเป็นการกดดันการทำงานของตัวเองและหน่วยงาน” นายอำนวย กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ต้องให้รัฐบาลหน้ามารับช่วงต่อในการบริหารกฏหมายและนโยบายเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว
ส่วนรัฐบาลนี้ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างและรัฐบาลก็มีนโยบายชัดเจนว่าจะดำเนินไปสู่การปฏิรูปและส่งช่วงต่อไปตามโรดแมป และยืนยันว่าการแก้ไขต่างๆ ยังคงเป็นไตามโรดแมปยังไม่มีปัญหาอะไรที่จะต้องขอความช่วยเหลือเพราะรัฐบาลมีการตั้งหน่วยเฉพาะกิจในการแก้ไขในระดับนโยบายและปฏิบัติและสามารถประสานงาน ในทุกส่วนทั้งในและต่างประเทศ ส่วนที่มีการให้ยกเลิกเครื่องมือประมงบางชนิดนั้นถือเป็นการแก้ไขปัญหาทางหนึ่ง แต่หลักการนโยบายแล้วจะต้องปฏิบัติตามกฏหมาย ส่วนคนที่ปฏิบัติตามกฏหมายไม่ได้หรือปฏิบัติแล้วเกิดความเดือดร้อนเสียหายรัฐบาลก็ต้องเยียวยาไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น




