วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฝ่าวิกฤติ'ภัยแล้ง' วาระประหยัดน้ำเพื่อทางรอด

ฝ่าวิกฤติ"ภัยแล้ง" วาระประหยัดน้ำเพื่อทางรอด จากปรากฏการณ์"เอล นิโญ่" ที่ขยายตัวรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดูเหมือนว่าสถานการณ์ภัยแล้งในกรุงเทพฯปีนี้จะหนักกว่าทุกปี ถึงแม้ที่ผ่านประเทศไทยจะเริ่มเข้าปฏิทินฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่อุณหภูมิความร้อนหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ จะมีปัญหาในเรื่องการขาดแคลนน้ำที่สาหัสมากพอสมควร เพราะปรากฏการณ์ “เอล นิโญ่”ที่ขยายตัวรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีวี่เเววจะหยุดลงได้

จากปัญหาภัยแล้งตั้งแต่ต้นปีกรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้ตั้ง"ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจส่วนหน้าแก้ไขปัญหาภัยแล้งกลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก-ตะวันตก" ซึ่งประสบปัญหาจากภัยแล้งให้เป็นหน่วยงานภาคสนามทำหน้าที่ประสานงานและช่วยเหลือประชาชนที่ในเรื่องการสำรองน้ำ จัดเตรียมแท็งก์น้ำ การเข้าระงับเหตุไฟไหม้หญ้าในพื้นที่18จุดใน9เขตกลุ่มกรุงเทพฯ ตะวันออกประกอบด้วย เขตคลองสามวา คันนายาว บางกะปิ บึงกุ่ม ประเวศ มีนบุรี ลาดกระบัง สะพานสูง และหนองจอกซึ่งในพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรมและนาข้าวถึง1.7แสนไร่ จำเป็นต้องใช้น้ำเลี้ยงชีวิตทั้งคนและพืชสวนไร่นาหากสภาวะ“ภัยแล้ง”ยังทวีความรุนแรง พื้นที่เสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ กทม.ได้โฟกัสไปที่เขตคลองสามวา หนองจอก บางเขนสายไหม ลาดกระบัง และมีนบุรี ให้เป็นพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เบื้องต้น กทม.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยให้สำนักงานเขตเร่งประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนเตรียมพร้อมสำรองน้ำ ส่วนภาคการเกษตรแบบขอให้ใช้น้ำน้อยตามการปล่อยน้ำของกรมชลประทาน และมอบหมายให้สำนักสิ่งแวดล้อมเตรียมรถบรรทุกน้ำและแท็งก์น้ำขนาด1,600ลิตร550ลิตร และ300ลิตร นำไปประจำตั้งวางในจุดที่ขาดแคลน ส่วนสำนักการระบายน้ำให้เตรียมพร้อมหน่วยเบสท์ และเครื่องสูบน้ำเพื่อดึงน้ำจากคลองสายหลักในการช่วยเหลือเกษตรกร ขณะที่สำนักการแพทย์และสำนักอนามัยเตรียมเวชภัณฑ์และเฝ้าระวังโรคที่อาจเกิดขึ้นในฤดูแล้ง เช่น โรคทางเดินอาหาร รวมถึงออกหน่วยอนามัยชุมชนให้ความรู้แก่ประชาชน 

เมื่อพลิกดู"สถิติ"พื้นที่เขตที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเมื่อปี2557พบว่าพื้นที่ที่ประสบภัยขาดน้ำมี4เขต ได้แก่ มีนบุรี ลาดกระบัง หนองจอก และคลองสามวา ขณะที่พื้นที่ประสบปัญหาน้ำเค็มมี4เขต ได้แก่ทุ่งครุตลิ่งชัน บางขุนเทียน และราษฎร์บูรณะ โดยจำนวนครัวเรือนที่ประสบภัยขาดน้ำมี 629 ครัวเรือนประสบปัญหาภาวะน้ำเค็ม 96 ครัวเรือน 

กลายเป็นภาระหนักของการประปานครหลวง (กปน.) ต่ออนาคตคนกรุงเทพฯ ในการเร่งผลิตจ่ายน้ำให้เพียงพอกับประชาชน โดยสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้พบว่า กปน.ยังเดินหน้าผลิตน้ำประปาได้ปกติ แต่ที่โรงผลิตน้ำบางเขนซึ่งดึงน้ำดิบมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องลดกำลังการผลิตลง 10 เปอร์เซ็นต์ เหลือประมาณ 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนหลักเหลือน้อยลง ส่วนโรงผลิตน้ำโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ ซึ่งรับน้ำดิบจากเขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรียังมีอัตรากำลังผลิตปกติอยู่ที่ 1.6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งโรงผลิตน้ำทั้ง 2 แห่งจะเป็นหัวใจหลักต่อการผลิตน้ำดื่มน้ำใช้ให้คนกรุงเทพฯเฉลี่ย 4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ส่วนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ กปน.ได้ประสานกับกรมชลประทานในการจ่ายน้ำ โดยตามแผนกปน.ได้วางไว้ว่าการลดกำลังผลิตน้ำลง 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อยืดเวลาให้ตรงกับฝนตามที่คาดการณ์ว่าจะเริ่มตกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะทำให้หลายพื้นที่ภัยแล้งคลี่คลายไปได้ เช่นเดียวกับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2530 และ 2541 ซึ่งในหลายพื้นที่ของประเทศอยู่ในสภาวะเเล้งจัด แต่ในขณะนั้นกปน.ก็ไม่หยุดการผลิตน้ำ แต่ได้บริหารจัดการน้ำที่เหลืออยู่ และรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำไม่ให้ปัญหาภัยแล้งลุกลามเป็นวิกฤติหนักของประเทศ 

ที่สำคัญกปน.ได้ออกแผน "การรับมือสถานการณ์ภัยแล้งปี 2558" โดยในรายงานระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันพบว่ามีฝนมาช้ากว่าปกติ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งเขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิต์ ที่จะไหลรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาก็มีต่ำกว่าปีที่แล้ว ทำให้ปริมาณน้ำที่สามารถใช้งานมีน้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยจากการติดตามปริมาณน้ำดิบด้านตะวันตกของประเทศที่มีเขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนศรีนครินทร์ ที่ทุกปีจะมีปริมาณน้ำมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของความจุ แต่ปีนี้มี 70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้กรมชลประทานต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำของลุ่มแม่น้ำแม่กลองให้เหมะสม ซึ่งกปน.ได้ประสานกับกรมชลประทานมาตลอด โดยเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2557 สองหน่วยงานได้ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางการผันน้ำแม่กลองมายังแม่น้ำเจ้าพระยา รวมระยะทาง 143 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางบรรเทาปัญหาน้ำทะเลหนุนต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทด้วย

ขณะที่ในปี 2558 จะเกิดปัญหาน้ำทะเลหนุนเหมือนปี 2557 หรือไม่ ตามปกติฤดูแล้งน้ำในแม่น้ำจะน้อยลง ทำให้น้ำเค็มยกตัวขึ้นสูง ตัววัดว่าน้ำเค็มจะหนุนสูงมาถึงสถานีสูบน้ำดิบหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดรับน้ำดิบของกปน. จะดูจากการระบายน้ำในเเม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อนำน้ำจากด้านเหนือมาผลักดันน้ำเค็มจากปากแม่น้ำไม่ให้ขึ้นมาสูงเกินไป หากปริมาณน้ำไหลผ่านอำเภอบางไทรมากกว่า 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กปน.จะผ่านวิกฤติจากน้ำเค็ม แต่หากปริมาณการระบายน้ำไม่เพียงพอ กปน.จะหยุดการสูบน้ำดิบเข้าคลองประปา และรอจนกว่าลิ่มความเค็มจะลดต่ำจึงทำการสูบน้ำดิบตามปกติ ตลอดจนสำรองน้ำดิบที่มีค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์ปกติ นำมาผลิตน้ำประปาให้ได้มากที่สุด

ในรายงานยังระบุด้วยว่า ส่วนประชาชนชาวกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ จะเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งอย่างไรนั้น กรณีเกิดวิกฤติหลีกเลี่ยงไม่ได้ กปน.จะแจ้งประชาชนล่วงหน้า 3-4 วัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงงานต่างๆ จะแจ้งให้ทราบโดยตรง เพื่อไม่ให้สินค้าและบริการได้รับผลกระทบ ส่วนผู้ใช้น้ำควรสำรองน้ำสำหรับดื่มอย่างน้อย 60 ลิตรต่อวันไว้ในกรณีสุดวิสัย

"ธนศักดิ์ วัฒนฐานะ" ผู้ว่าการประปานครหลวง เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำล่าสุดพบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนเขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิต์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่สามารถใช้ในตอนนี้มีประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยทางกรมชลประทานปล่อยลงมาวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยการประปานครหลวงนำมาผลิตน้ำวันละ 3,700,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ขณะนี้พื้นที่บริเวณภาคเหนือเริ่มมีฝนตกลงมาแล้ว จึงคิดว่าจะผ่านวิกฤติภัยแล้งได้ สถานการณ์น้ำน่าจะดีขึ้นเพราะมีฝนตกลงมา ส่วนกระแสข่าวว่าน้ำประปาจะไม่พอนั้นยืนยันว่ากำลังผลิตน้ำของกปน.เพียงพอ เพราะได้คำยืนยันจากกรมชบประทานว่าน้ำจะเพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภคของประชาชน แต่ภาคการเกษตรยังไม่สามารถใช้น้ำได้เต็มที่ในขณะนี้

"สถานการณ์อาจจะแย่ที่สุดเหมือนในปี 2557 ที่มีน้ำกร่อยเข้ามา แต่ยืนยันกปน.จะไม่ต้องจ่ายน้ำเป็นเวลา ทุกอย่างยังดำเนินได้ปกติ คาดว่าในสัปดาห์หน้าจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง น่านอุตรดิตถ์ จะมีฝนตกหนักลงมาได้ แต่ขอให้คนกรุงเทพฯใช้น้ำอย่างประหยัดเท่าที่จะทำได้ส่วนเรื่องการสำรองน้ำนั้นในเรื่องน้ำใช้ยังไม่ต้องสำรอง แต่น้ำดื่มแนะนำว่าอาจจะสำรองประมาณคนละ 60 ลิตร เผื่อประสบปัญหา แต่ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น" ผู้ว่าการประปานครหลวง กล่าว

"สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าฯกทม. ระบุว่าหลายสิ่งบ่งชี้ว่าปีนี้จะแล้งจริง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกของกรุงเทพฯซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปี จึงได้สั่งให้หน่วยงานเตรียมแผนรับมือภัยแล้งตั้งแต่เดือนกันยายน2557ที่สำคัญขอความร่วมมือประชาชนงดทำนาปรังรอบที่2เนื่องจากน้ำที่มีไม่เพียงพอและขาดแคลนอยู่แล้ว หากมีการทำนาปรังอีกรอบแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินไป เพราะกทม.ได้ประสานไปยังการประปานครหลวงให้จัดจุดจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคสำหรับ ประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อบริการประชาชนในกรณีเกิดปัญหาภัยแล้งไว้แล้ว

"วสันต์ มีวงษ์" ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามนโยบายของผู้ว่าฯกทม. กลุ่มกรุงเทพฯตะวันออกระบุว่าสถานการณ์ในภาพรวมเป็นเหมือนที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งในกลุ่มเขตกรุงเทพฯตะวันออกมีพื้นที่ทำการเกษตรค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในเขตหนองจอกมีพื้นที่ทำนาข้าว7หมื่นไร่ เขตคลองสามวา1.8หมื่นไร่ เขตลาดกระบัง4.9พันไร่ เขตมีนบุรี3พันไร่ ซึ่งน้ำคลองใน4เขตเหล่านี้มีปริมาณน้อยลงอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี่ผู้ว่าฯกทม.ได้รณรงค์ขอให้ประชาชนงดปลูกข้าวภายหลังเสร็จสิ้นการปลูกข้าวนาปรังเพราะน้ำแล้งอย่างหนัก โดยขอให้ประชาชนปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน หรือเปลี่ยนอาชีพชั่วคราวในช่วงฤดูแล้ง โดยจะมีสำนักพัฒนาสังคม กทม.เข้าไปช่วยเหลือ แต่ขณะนี้ถือว่าประชาชนในพื้นที่มาร้องเรียนกับสำนักงานเขตค่อนข้างน้อย เพราะกทม.ได้รณรงค์ไม่ให้ปลูกข้าวนาปรังก่อนหน้านี้มาหลายเดือน

"ถามว่าวิกฤติหรือไม่ ก็ยังไม่วิกฤติขนาดนั้น แต่ต้องประเมินสถานการณ์หลังเก็บเกี่ยวพืชพลทางการเกษตรเสร็จแล้ว เพราะน้ำในคลองลดลงค่อนข้างเร็ว ส่วนเรื่องน้ำกินน้ำใช้ก็เป็นวิสัยทัศน์ที่ผู้ว่าฯกทม. ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงน้ำประปาทุกครัวเรือน กทม.จึงได้ทำเอ็มโอยูกับการประปานครหลวง(กปน.) ในการติดตั้งท่อประปาในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ขณะนี้เหลือพื้นที่ที่ประปาเข้าไม่ถึงเพียง5เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ก็มีการนำแทงค์น้ำไปติดตั้งเพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่นที่หนองจอก18จุด คลองสามวา3จุด ลาดกระบัง3จุด ส่วนมีนบุรีไม่มีการติดตั้ง แต่มีการขอเส้นทางน้ำประปาเพิ่มเติมกับทางกปน." นายวสันต์ กล่าว

"อเนก ปิ๋วธัญญา" อายุ 33 ปี ชาวหมู่บ้านมหาลาภ เขตหนองจอก กล่าวว่าขณะนี้ในพื้นที่ยังไม่ได้มีผลกระทบเรื่องภัยแล้งเท่าที่ควร ยังมีน้ำใช้อุปโภคบริโภคอยู่ แต่ถือว่าในปีนี้อากาศร้อนและแล้งกว่าทุกปี เพราะปกติในช่วงเปิดเทอมจะมีฝนตกลงมาแล้ว ส่วนบริเวณใกล้หมู่บ้านยังเห็นการปลูกพืชไร่ได้ตามปกติ เพราะยังมีน้ำในคลองถึงจะน้อยแต่ยังไม่แห้งขอด แต่ขณะนี้ได้บอกกับครอบครัวให้ช่วยกันประหยัดน้ำ รวมถึงสำรองน้ำไว้ใช้ 2 ถังใหญ่กรณีฉุกเฉินน้ำประปามีปัญหา แต่ถ้าวิกฤติเรื่องการขาดน้ำจริงก็ต้องดูว่ากปน.จะจ่ายน้ำตามเวลาหรือไม่ แต่ขอให้ทางเขตเเจ้งข้อมูลให้ทราบเพื่อจะเตรียมตัวได้ถูก รวมถึงขอให้เขตคลองสามวามีน้ำสำรองมาติดตั้งในพื้นที่ให้ประชาชนด้วย 

ทั้งหมดจึงเป็นสถานการณ์ภัยแล้งในกรุงเทพฯ ที่หน่วยงานรัฐและประชาชนเตรียมรับมือ เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าภาวะภัยแล้งจะมีแนวโน้มรุนแรงและยาวนานแค่ไหน แต่การสร้าง"สำนึก"ในการประหยัดน้ำร่วมกัน จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกต่อการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ดีที่สุด