"วรงค์"หนุนราชกิจจาฯ เพิ่มโทษประหารชีวิต เชื่อลดทุจริตได้ กังวล บังคับใช้กฏหมายจริงจังหรือไม่
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 60 ก ลงวันที่ 9 ก.ค.2558 ว่าด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในมาตรา 123/2 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ อาจต้องโทษถึงประหารชีวิตว่า ขอสนับสนุนเรื่องการเพิ่มโทษต่อการทุจริตจนถึงขั้นประหารชีวิต แต่ที่กังวล คือ เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย โดยต้องเป็นสิ่งที่ทำให้จริงจัง ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศไทยมาตลอด ถ้าหากมีการเพิ่มโทษการใช้กฎหมายยังเหมือนเดิม ตนคิดว่าก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งนี้เชื่อว่าถ้าหาการใช้บทลงโทษดังกล่าวในอนาคต ปัญหาเรื่องการทุจริตแบบโครงการรับจำนำข้าว ก็คงจะน้อยลงเนื่องจากตัวข้าราชการมีความเกรงกลัวมากขึ้น
ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเพิ่มโทษประหารชีวิตคงเป็นมาตรการของผู้มีอำนาจ ที่คิดว่าจะป้องปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบได้ระดับหนึ่ง แต่คำตัดสินของศาล ต้องขึ้นอยู่กับความหนักเบาของข้อหา ในกรณีที่ดูแล้วแม้ว่าจะมีโทษถึงประหารชีวิต ศาลอาจจะลงโทษไม่ถึงขั้นประหารชีวิตก็ได้ โดยอาจจะลงโทษจำคุก 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ก็แล้วแต่ดุลยพินิจของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและข้อเท็จจริง ถ้าหากเป็นการทำความผิดแบบต่อเนื่อง ทุจริตเป็นระบบเป็นมูลค่าสูงมาก มีการสมคบกันเป็นองค์กรก็อาจจะลงโทษถึงประหารชีวิตได้
นายวิรัตน์ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่มีการเสียชีวิตจากการประหารชีวิต มาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว คิดว่าการกำหนดโทษให้ประหารชีวิตผู้ที่ทุจริต คงไม่ทำให้ประเทศไทยเหมือนกับประเทศจีน ที่มีการประหารชีวิตข้าราชการที่ทุจริตเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นคนละนัยยะกัน ประเทศไทยมีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ที่ผ่านมามีการประหารชีวิตน้อยมาก อีกทั้งเมื่อมีการพิพากษาประหารชีวิต ก็มีเงื่อนไขการลดโทษมากมาย สุดท้ายก็ไม่มีการประหารเลย





