กมธ.ยกร่างฯโยนอายุเกษียนศาลยุติธรรม-ปกครองชงกำหนดกันเอง เปิดช่องอัยการเป็นที่ปรึกษารัฐวิสาหกิจได้
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่พิจารณาปรับปรุงบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ว่า ที่ประชุมได้พิจารณา มาตรา 217 จนถึงมาตรา 228 แล้วเสร็จแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือการปรับถ้อยคำตามที่มีผู้เสนอความเห็นและคำขอแก้ไข อาทิ มาตรา 219 ว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาล นั้น ได้พิจารณาปรับบทบัญญัติของมาตรา 225 มาปรับรวมเป็นมาตราเดียว โดยให้คงเจตนารมณ์ของความมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี ขณะที่องค์กรบริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาหรือตุลาการของแต่ละศาลให้เป็นสิทธิของศาลนั้นๆ เป็นผู้ที่จะพิจารณาและเสนอกฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ รวมถึงกรณีที่กำหนดให้สิทธิผู้พิพากษาหรือตุลาการอุทธรณ์ในคำสั่งลงโทษทางวินัยตามมติของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยในส่วนของคณะกรรมการซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาหรือตุลาการของศาล
ประกอบด้วย ก.ต. คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ให้มีวาระดำรงตำแหน่งสองวาระ ซึ่งปรับเพิ่มจากเดิมที่กำหนดให้มีวาระเดียว, มาตรา 222 ว่าด้วยการให้มีกรรมการเพื่อพิจาณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ได้ปรับบทบัญญัติ โดยกำหนดให้ ประธานศาลฏีกา เป็นประธานกรรมการเพื่อวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจศาล และปรับในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิทางนิติศาสตร์ จากจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินห้าคน เป็นจำนวนไม่เกิน 4 คน และบัญญัติให้เลขานุการศาลฎีกาทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของกรรมการ ขณะที่เลขานุการของศาลอื่นๆ ให้เป็นผู้ช่วย นอกจากนั้นได้ปรับในวรรคท้าย โดยให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง สามารถเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คนเป็นประธานอนุกรรมการเพื่อพิจารณาความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยเป็นรายคดี เพื่อให้การพิจารณารอบคอบมากขึ้น
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่าขณะที่มาตรา 223 ได้ปรับเพิ่มโดยนำความของมาตรา 224 ว่าด้วยการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนที่ผู้พิพากษาหรือตุลาการจะเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ได้ตัดความในวรรคท้าย ว่าด้วยข้อกำหนดให้การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระรัชทายาทหรือผู้แทนพระองค์ตามที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม, มาตรา 226 ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งของประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานศาลอื่น ที่ประชุมได้พิจารณาตัดวรรคสอง ว่าด้วย วาระการกำหนดให้ของผู้พิพากษา หรือตุลาการของศาลยุติธรรม ศาลปกครองและศาลอื่นๆ ที่กำหนดให้พ้นราชการเมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ออกทั้งวรรค เพื่อให้สอดคล้องกับความเห็นของศาลปกครองที่ชี้แจงว่าส่วนใหญ่บุคคลที่จะสอบเป็นตุลาการจะมีอายุ 45 ปี หรือบางคนสอบได้เมื่ออายุ 60 ปี ทำให้การเกษียณอายุราชการเกิดความไม่เหมาะสม จึงตัดออกและให้แต่ละศาลนำไปกำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้องเอง, มาตรา 227 ว่าด้วยหน่วยธุรการของศาลที่มีความเป็นอิสระ ทีประชุมได้ตัดวรรคท้ายออกและแก้ไขเป็นว่า ให้มีหน่วยงานบังคับคดีที่มีประสิทธิภาพในแต่ละศาล เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ, มาตรา 228 ว่าด้วยองค์กรอัยการ
ที่ประชุมได้เพิ่มเติมในบทบัญญัติวรรคแรก ว่า “การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอัยการ ต้องปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์” และได้แก้ไขในส่วนขององค์กรบริหารงานบุคคลของข้าราชการอัยการ ให้นำรายละเอียดที่มีอยู่เดิม เช่น องค์ประกอบของกรรมการ ออกจากร่างรัฐธรรมนูญ และได้เขียนให้นำรายละเอียดไปใส่ไว้ในกฎหมายที่จะบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ต่อไป ทั้งนี้ ได้มีข้อกำหนดให้ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ได้รับเลือกจากที่ประชุมอัยการ โดยคุณสมบัติต้องเป็นอดีตข้าราชการอัยการและไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะที่ในมาตราดังกล่าวว่าด้วยการกำหนดไม่ให้ข้าราชการอัยการดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ใดในรัฐวิสาหกิจ นั้น ที่ประชุมได้ปรับบทบัญญัติให้เป็น “ข้าราชการอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ” ทั้งนี้จะทำให้อัยการสามารถเข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย หรือ อนุกรรมการด้านกฎหมายให้กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจได้
"ยืนยันว่าเราปรับแก้ไขบทบัญญัติตามความเหมาะสม หากความเห็นที่เสนอดีเราก็พร้อมจะดำเนินการปรับแก้ไขให้ การปรับแก้หลายมาตรานั้นไม่ได้หมายความว่าเราถอยหลังจนกระทบต่อเสาหลักหรือเจตนารมณ์ แต่การปรับคือการเดินหน้าเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญออกมาดี"โฆษกกมธ.ยกร่างฯกล่าว


