"พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ถก “คตช.” รับปัญหาประเทศไทยวันนี้ ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ย้ำการตรวจสอบทุจริตต้องเป็นรูปธรรม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ คตช. ครั้งที่ 5 / 2558 โดยมีรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุม ว่า การทำงานขณะนี้ มีทั้งการเดินหน้า และการขจัดปัญหาข้อขัดแย้งการตรวจสอบทุจริตต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งทำได้ในหลายมิติ โดยขณะนี้เป็นมิติด้านความมั่นคง ที่จะทำให้ประเทศชาติ มีจุดยืน ที่จะทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ปัญหาหลัก คือ การขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ประชาชน ยังมีความขัดแย้งทุกระดับ ที่ต้องแก้ไข โดยต้องไม่ให้มีการขยายความขัดแย้งออกไป เพราะกระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยให้หลายหน่วยงานไปชี้แจง ว่า ไม่ว่าจะแก้ปัญหาอะไรก็ตามจะต้องเริ่มต้นจากการมีเสถียรภาพของรัฐบาล และความสงบสุขของบ้านเมือง
โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ประธานคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) แถลงผลการประชุมคตช. ว่า นอกจากโครงการโตไปไม่โกงแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มีความประสงค์จะให้มีวิชาใหม่คือกลุ่มวิชาเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศ เพื่อให้เด็ก เยาวชน มีความสำนึก ตระหนักรู้ เพื่อให้เยาวชนรู้ถึงหน้าที่พลเมืองและสิทธิ สร้างเสริมให้ประเทศมีความเข้มแข็ง โดยมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการรับไปพิจารณาหาแนวทางเพื่อดำเนินการ นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีแนวคิดที่จะตั้งกองทุนขึ้น โดยจะของบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมทั้งภาคเอกชน ทั้งนี้เพื่อให้การปราบปรามการทุจริตสามารถขยายผลได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องใช้งบประมาณ
ขณะเดียวกัน นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการปปท. ในฐานะอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริต กล่าวว่า วันนี้ได้เสนอให้ที่ประชุมได้พิจารณา 3 เรื่อง คือข้อ 1.การยกระดับใช้มาตรการในทางปกครองและวินัย เพราะเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันการทุจริต ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ซึ่งเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาแต่ละส่วนราชการโดยกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่า หากผู้บังคับบัญชาไม่ใช้อำนาจทางวินัยนี้ถือว่าผู้บังคับบัญชากระทำความผิด ที่ผ่านมาซึ่งมีการใช้มาตรา 44 ถือเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้อำนาจทางวินัยนี้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนจึงต้องผลักดันให้กระบวนการตามปกติให้เดินหน้าไปได้ โดยจากนี้ไปการดำเนินงานของศอตช.เมื่อพบกระทำความผิดจะแจ้งให้หัวหน้าส่วนราชการทราบ โดยขอให้ดำเนินการตามอำนาจปกครองและวินัย หากแจ้งไปแล้วไม่ดำเนินการก็จะเสนอนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจในการจัดการ ข้อ2.ให้ใช้มาตรการทางด้านภาษีเป็นเครื่องมือการตรวจสอบเชิงรุกสำหรับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริต
โดยจากนี้ไปศอตช.จะใช้มาตรการทางภาษีกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือแม้แต่ภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งไม่ดำเนินการทางภาษีให้ถูกต้องโดยวิธีการคือ 1 เสนอให้กรมสรรพากร และป.ป.ช.ใช้อำนาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542 มาตรา 103/7 โดยผู้ประกอบการต้องแสดงบัญชีรับจ่ายหลังจากมีการเซ็นสัญญากับภาครัฐ 2 เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทุจริต หากตรวจสอบและพบว่ามีทรัพย์สินมากกว่าปกติและไม่ได้เสียภาษีก็จะเข้าไปดำเนินการ 3 ดำเนินการตรวจสอบเชิงรุกกับผู้ค้าที่ทำการค้ากับส่วนราชการ เช่น หน่วยงานรัฐซื้อเครื่องออกกำลังกายโดยซื้อในราคาถูก แต่ขายให้กับรัฐในราคาที่แพงกว่าหลายเท่า โดยเราจะตรวจสอบว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ส่วนโทษนั้นจะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
นายประยงค์ กล่าวว่า ข้อ 3. กระตุ้นผลักดันกลไกการบังคับใช้พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก การพิจารณาการอนุญาตของราชการ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 ก.ค.นี้ หากผู้ประกอบการภาคเอกชนหรือประชาชนต้องการขออนุมัติเรื่องใดๆจากภาครัฐ โดยไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายหรือคู่มือกำหนดก็ขอให้ร้องเรียน เพราะศอตช.จะเข้าไปติดตามเพื่ออำนวยความสะดวกให้ ขณะเดียวกันกระทรงยุติธรรมอาจจะขอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับปปท.เพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้น โดยนำมาตรการหลายๆเรื่องเข้าไปบรรจุด้วยซึ่งคาดว่าจะมีการแก้ไขในเร็วๆนี้
ในส่วนของนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 ก.ค.โดยทุกหน่วยงานจะมีการทำคู่มือสำหรับประชาชนว่าในการติดต่อหน่วยราชการนั้นมีกี่ขั้นตอน และใช้เวลากี่วันเพื่อให้ประชาชนทราบ และหน่วยราชการจะได้ทำงานตามกรอบที่กำหนดไว้ โดยมีหน่วยงานหลายหมื่นแห่งที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 21 ก.ค. ซึ่งพ.ร.บ.ดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความสะดวกโดยไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้รัฐบาลจะมีการออก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างแทน พ.ร.บ.ระเบียบพัสดุ โดยคาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งกฏหมายฉบับนี้จะส่งผลครอบคลุมถึงภาครัฐทุกหน่วยงานในการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้มีความโปร่งใสมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรียังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกป่าไม้ การหลีกเลี่ยงภาษี และการซื้อขายตำแหน่งของข้าราชการ
ทั้งนี้ นางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเลคทรอนิกส์(องค์การมหาชน) กล่าวว่า ทางสำนักงานฯ จะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ(สขร.)และคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการหรือก.พ.ร. กระทรวงการคลัง โดยจะร่วมกันดูว่าข้อมูลภาครัฐส่วนใดที่เปิดเผยเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต และพิจารณาว่าควรมีข้อมูลชุดใดบ้างที่สามารถเปิดเผยได้ รวมทั้งวิธีการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้ ทางสำนักงานก.พ.ร.จะได้รวบรวมข้อมูลภาครัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งสามารถติดตามผ่านทางเว็บไซด์ www.info.co.th





