วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จาตุรนต์'แจงปรองดองได้ต้องตีโจทย์รัฐประหารให้แตก

"จาตุรนต์"แจงการปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทยจริง ต้องทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดศึกษาว่าการรัฐประหารแก้ขัดแย้งได้ไม่

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ โพสต์เฟซบุ๊คว่า ตามที่เสนาธิการทหารบกได้ขอให้ผมช่วยเสนอชื่อผู้เข้าร่วมเสวนาในโครงการเสวนาเพื่อสำรวจองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการปรองดองที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในรอบ 10 ปีมานี้ ที่ผมได้ส่งให้เสนาธิการทหารบกไปก่อนหน้านี้นั้น ผมได้หารือกับผู้สันทัดกรณีบางท่าน และได้ส่งข้อเสนอไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ (9 ก.ค.)

บังเอิญเห็นเสนาธิการทหารบก พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุขให้สัมภาษณ์ว่า ได้คุยกับผมเรื่องการปรองดองจนนายจาตุรนต์เข้าใจเรื่องปรองดองแล้ว ผมเกรงว่า อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ จึงอยากจะชี้แจงสักหน่อย โดยขอย้ำความเห็นเดิมที่ผมเคยเขียนไว้ว่า

ผมคิดว่าหากจะทำให้เกิดกระบวนการปรองดองขึ้นได้ มีความจำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจะต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ปรองดอง’ และ ‘กระบวนการปรองดอง’ ให้ตรงกันหรือใกล้เคียงกันเสียก่อน
ที่ผ่านมามักมีการอธิบายจากภาครัฐแบบง่ายๆว่า ‘ปรองดอง’ คือ ทำยังไงก็ได้ให้คนที่ทะเลาะกันเลิกทะเลาะกัน ส่วน ‘กระบวนการปรองดอง’ ก็มักมีการยกตัวอย่างว่าคือการจัดประชุมหารือ แข่งกีฬาและจัดกิจกรรมบันเทิงรวมกันสัก 4,000 - 5,000 ครั้งแล้ว ในขณะที่ผู้ทำงานปรองดองที่ไม่ใช่ภาครัฐกลับเห็นต่างอย่างมากคือเห็นว่า ยังไม่ตรงประเด็น จึงจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้อีกมาก

ที่ผ่านมาผู้ที่รับผิดชอบในศูนย์ปรองดองอาจมีความตั้งใจทำงาน แต่ยังขาดการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เรื่องนี้การจัดเสวนาอย่างที่กำลังเสนออยู่น่าจะช่วยได้บ้าง แต่หากจะให้กระบวนการปรองดองเริ่มได้จริง
อีกปัญหาหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกันและจะต้องรีบแก้ คือ การที่ศูนย์ปรองดองและผู้รับผิดชอบบางคนถูกใช้ให้ไปหาทางทำให้ผู้ที่มักแสดงความเห็นต่างกับภาครัฐแสดงความเห็นให้น้อยลงซึ่งขัดแย้งต่อหน้าที่ในการปรองดองที่ต้องประสานหลายๆฝ่ายให้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์และความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความไว้วางใจและอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง การใช้คนและองค์กรอย่างผิดฝาผิดตัวเช่นนี้นี้จะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรองดอง

ทางที่ดีแล้ว มาถึงขั้นนี้ไม่ควรใช้มาตรการใดๆไปจำกัดการแสดงความเห็นแตกต่าง แต่ควรส่งเสริมให้มีการแสดงความเห็นมากขึ้นด้วยซ้ำ

อีกประการหนึ่ง ผมคิดว่า หากต้องการให้เกิดการปรองดองขึ้นในสังคมไทยจริง จำเป็นต้องทำงานแข่งกับเวลา รีบทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของความขัดแย้งก่อนการรัฐประหาร ศึกษาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนับแต่มีการรัฐประหารเป็นต้นมา ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ รวมทั้งศึกษาว่า สิ่งที่แม่น้ำ 5 สายกำลังทำกันอยู่นี้ จะนำประเทศชาติไปสู่สภาวะอย่างไรแน่ จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นก่อนการรัฐประหารได้หรือไม่

ถ้าไม่มีการศึกษาทำความเข้าใจปัญหาทั้งในอดีตและปัจจุบันให้ดี ในอนาคตเราอาจจะต้องประสบปัญหาอย่างเดิมหรือหนักกว่าเดิมก็ได้"

คงต้องย้ำว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่าปรองดองและกระบวนการปรองดองยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

สำหรับการใช้วิธีการต่างๆเพื่อหาทางให้ผู้เห็นต่างลดหรือเลิกการแสดงความเห็นต่างนั้น ผมจะให้ความเห็นในโอกาสต่อไปซึ่งจะรวมถึงสิ่งที่เกิดกับผมสารพัดรูปแบบด้วย

ช่วงนี้กำลังปรับบทความเรื่อง ‘ความสงบที่ไม่ยั่งยืน’ อยู่ วันสองวันนี้คงเผยแพร่ได้ หวังว่า จะให้มองเห็นสภาพปัญหาของการปรองดองที่ยังไม่เกิดขึ้นได้บ้าง