วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลแจงไม่ได้ทำตามคำขอจีนที่ให้ส่ง'อุยกูร์'

"วีรชน"แถลงแจง ไทยไม่ได้ทำตามคำขอจีนที่ให้ส่ง"อุยกูร์" กลับทุกคน ชี้พิสูจน์สัญชาติก่อนส่งกลับแต่ละประเทศ

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงกรณีรัฐบาลไทยส่งกลับชาวอุยกูร์จำนวน 100 คน กลับประเทศจีนเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมาจนทำให้เกิดเหตุบุกรุกสถานกงสุลไทยที่ประเทศตุรกี เนื่องจากความไม่พอใจว่า สถานการณ์ล่าสุดยังไม่ลุกลามบานปลาย ทางการตุรกีสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และไม่มีผลกระทบรุนแรงจนจะต้องมีการอพยพคนไทยในตุรกีกลับมา โดยมีการประสานงานกับทางการไทยอย่างใกล้ชิดในทุกระดับ จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลสถานกงสุลและสถานทูตไทยในตุรกีจึงไม่มีอะไรน่าห่วง และจากการตรวจสอบยังไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ส่วนที่ตุรกีมีแถลงการณ์ออกมานั้นก็คงไม่มีการตอบโต้ แต่อยากทำความเข้าใจว่าก่อนออกแถลงการณ์ควรคิดให้รอบคอบว่าที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกชาวอุยกูร์ที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้วอย่างไร เมื่อมีความชัดเจนว่าเป็นชาวตุรกีก็ส่งตัวกลับเพื่อให้เขาได้กลับไปตามที่ตัวเองต้องการโดยมีหลักฐานที่ถูกต้อง แต่อะไรที่ไม่ถูกต้องที่สามารถยืนยันได้ก็ต้องเคารพกฎหมายของประเทศนั้นๆด้วย 

“การที่ตุรกีออกมาในลักษณะนี้ก็มองว่าเขาก็มีเหตุผลของเขาในฐานะที่เป็นรัฐบาล เวลาที่มีกระแสกดดันจากสังคมถ้ารัฐบาลนิ่งเฉยไม่ทำอะไรก็มีผลกระทบต่อความนิยมของรัฐบาลหรือเสียงความนิยมของรัฐบาลก็คงจะสูญเสียไป ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อีกประการก็อยากจะแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรนำปัญหาภายในประเทศหรือการเมืองในประเทศมาปะปันกับเรื่องของระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพราะที่ผ่านมาก่อนจะออกแถลงการณ์ฉบับนี้จริงๆต้องออกหนังสือขอบคุณรัฐบาลไทยด้วยซ้ำในสิ่งที่ไทยทำให้ว่าช่วยเขาอย่างไร มีผลดีกับเขาอย่างไร ตรงนี้ก็ต้องมีการประสานทำความเข้าใจกัน ในส่วนของไทยก็พยายามทำความเข้าใจกับตุรกี ในขณะเดียวกันเราคงต้องขอให้เขาเข้าใจเราด้วย แต่เราเข้าใจในท่าทีของเขาว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไรจึงออกท่าทีอย่างนั้นมา” พล.ต.วีรชน กล่าว  

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในส่วนของการทำความเข้าใจเพิ่มเติมกับตุรกีและนานาชาติก็มีการประสานงานทำความเข้าใจเพิ่มเติมกันอยู่แล้วว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยก็มีการพูดคุยกับเอกอัคราชทูตไทยที่ตุรกีถึงสถานการณ์และข้อกังวลรวมทั้งท่าทีที่ตุรกีมีออกมาว่าส่งผลกระทบต่อความรู้สึกอย่างไร แต่รัฐบาลไทยคงไม่ได้ใช้ความรู้สึกอย่างเดียวไปปะปนกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คิดว่ารัฐบาลไทยมีวุฒิภาวะมากพอที่จะไม่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ต้องมีการสื่อสารกันว่าท่าทีที่ออกมาเป็นท่าทีที่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าเป็นเราเราจะทำอย่างไร ซึ่งอาจจะมีวิธีการอื่นที่ไม่ทำแบบเขา แต่ต้องเรียนว่าแต่ละประเทศมีค่านิยมวัฒนธรรมในการประพฤติปฏิบัติไม่เหมือนกันก็ต้องเข้าใจเขา 

พล.ต.วีรชน กล่าวอีกว่า ชาวอุยกูร์ เป็นกลุ่มชาติพันธ์กลุ่มย่อยในตุรกีแต่ความเดือดร้อนและความไม่สบายใจของเขาก็ต้องได้รับการดูแลจากรัฐบาลตุรกี แต่ชาวตุรกีส่วนใหญ่ของประเทศกับคนไทยได้รับการยืนยันมาว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีมิตรภาพที่ใกล้ชิด แน่นแฟ้น ไม่มีปัญหาอะไร แต่ด้วยสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนก็ต้องมีการแจ้งเตือนคนไทยให้ระมัดระวังและประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดตลอดเวลา และเลี่ยงที่จะเข้าไปในพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่มีความเคลื่อนไหวของชาวอุยกูร์ ให้สอบถามสถานทูตที่มีการประสานกับทางการของตุรกีในการประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามในส่วนของสถานทูตไทยและสถานกงสุลในตุรกีวันนี้ปิดทำการชั่วคราว เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่มากกว่า เพราะถ้ายังเปิดทำการก็เป็นการกดดันเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่มารักษาความปลอดภัยเพราะเราไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งและเป็นคู่กรณีกับใครทั้งสิ้น

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวถึงแถลงการณ์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์(UNHCR)นั้น มีคำชี้แจงว่า ไม่ได้อยู่ๆว่ามีใครหรือมีรัฐบาลจีนขอชาวอุยกูร์จากรัฐบาลไทยเลย เพราะไม่ใช่สถานการณ์แบบนั้น แต่อย่างที่ชี้แจงไปแล้วว่าเมื่อมีชาวอุยกูร์เข้ามา 300 กว่าคน ในเบื้องต้นทางการของจีนขอตัวทุกคน ขอให้ไทยส่งไปทันที แต่ไทยก็ปฏิเสธไปว่าไม่สามารถทำได้ เพราะต้องคำนึงถึงกติกาสากล และได้มีการหาทางออกที่สามารถทำให้ทุกฝ่ายมีความพอใจและความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ใช่ทำด้วยความพึงพอใจแบบไม่มีกฎเกณฑ์ เราคำนึงถึงความบริสุทธิ์ยุติธรรม ความเท่าเทียม ความเสมอภาค จึงมีขั้นตอนพิสูจน์สัญชาติที่มีการดำเนินการ ใครเป็นชาวตุรกีก็ส่งกลับตุรกี ใครเป็นชาวจีนและได้กระทำผิดก็ต้องส่งกลับไปจีน 

แต่ในกรณีการส่งกลับไปจีนแล้วมีการตำหนิจากรัฐบาลไทยว่าไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม จะเรียนว่าถามเราก่อนหรือไม่ไทยดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร คือบางทีพูดหรืออกอะไรมาโดยที่ไม่มีข้อมูล ไม่มีการสอบถามหลักเกณฑ์หลักการของไทยว่าเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ไทยต้องชี้แจงให้เขารับทราบว่าเราไม่ได้ทอะไรแบบชุ่ยๆหรือมักง่าย ไม่ใช่ว่าใครขอมาแล้วให้เขาทันที เพราะเรามีการคำนึงถึงเรื่องชีวิตและความปลอดภัย และนอกจากนี้เวลาประเทศไทยอะไรที่ถูกใจใครก็ไม่มีใครออกมาชื่นชมว่าเราทำให้ถูกใจ แต่เวลาทำอะไรที่ต่างจากความคิดของเขาแต่อยู่บนหลักการที่อธิบายได้อย่างมีเหตุผล แต่ว่าคนที่มีผลประโยชน์มีความเกี่ยวข้องจะยอมรับฟังเหตุผล จะมีวุฒิภาวะมากพอในการรับฟังและทำความเข้าใจได้หรือไม่ แต่ในส่วนของไทยยืนยันว่ามีหลักการที่สามาถชี้แจงได้”พล.ต.วีรชน กล่าว  

รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า เร็วๆนี้ฝ่ายความมั่นคงของไทยจะส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเยี่ยมเยียนดูแลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเมื่อมีการส่งชาวอุยกูร์กลับไปแล้วได้รับการอย่างไร กินอยู่อย่างไร เจ็บป่วยได้รับการดูแลหรือไม่ และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีคดีมีความผิดมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างไร ตรงนี้ฝ่ายจีนก็ให้ความเห็นชอบเพราะเขาก็มองว่าเป็นวิธีการที่จะช่วยสร้างความเข้าใจให้กับนานาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนทราบ รวมทั้งยังมีการหารือกับจีนว่าจะเชิญชวนองค์กรนานาชาติ องค์กรกาชาดสากล หรือ ไอซีอาร์ซี เข้ามาร่วมรับรู้สถานการณ์ชาวอุยกูร์ที่เกิดขึ้น  

“อยากย้ำว่าคำตำหนิติเตียนไทยเกิดจากการไม่ตรวจสอบข้อมูลไม่ได้มีการเข้ามาถามไถ่ว่าหลักการเหตุผลของเราคืออะไร ผมคิดว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรมกับทางการไทย เวลาที่เราต้องแบกภาระมากมายมหาศาล องค์กรเหล่านี้ก็ไม่มีการพูดจาชมเชยประเทศไทย แต่เวลาที่ทำอะไรคำนึงหลายมิติ ที่ไม่ใช่คำนึงถึงมิติองค์กรระหว่างประเทศอย่างเดียว แต่คำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศด้วย กฎหมายของประเทศนั้นๆ ถ้าเป็นประเทศอื่นผมคิดว่าการตัดสินใจคงไม่แตกต่างจากเราเท่าไร แต่บังเอิญที่มาเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่เมื่อถึงสถานการณ์ต้องคำนึงหลายๆด้านทั้งกฎหมายของบ้านเราว่าคนเหล่านี้เข้ามามีสถานะภาพอย่างไร กฎหมายของจีนเมื่อเขาบอกว่ามีการทำผิดในประเทศของเขาและเขามีหลักฐาน แล้วถ้าไทยบอกว่าเราไม่ส่งตัวให้ ผมก็ว่าต้องพิจารณาด้วยเป็นหนึ่งในข้อพิจารณาในการดูแลสถานการณ์เหล่านี้”พล.ต.วีรชน กล่าว 

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวยืนยันว่าไทยคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมในลำดับต้นๆ ที่มีการดูแลตามขั้นตอน และมีการตกลงกับจีนเพื่อดูแลเรื่องเหล่านี้อย่างทั่วถึง ซึ่งจีนก็ตกลงกับเรา เพียงแต่การกล่าวหาไทยเป็นไปอย่างไม่มีข้อมูล คิดว่าไม่เป็นธรรมกับรัฐบาลไทย ทางการไทยและประเทศไทย  

ส่วนชาวอุยกูร์ที่เหลือในประเทศไทยอีก 50 คนที่ยังพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ก็คงพิจารณาด้วยความรอบคอบ เพราะจุดยืนเราเหมือนเดิมคือเมื่อพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องดำเนินการโดยใช้กฎหมายไทยเพราะเป็นคนที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย กรณีที่จะต้องส่งไปประเทศไหนเมื่อไม่มีหลักฐานก็ต้องมีหน่วยงานมาเกี่ยวข้องตามกระบวนการต่อไป 

ส่วนการป้องกันการอพยพเข้ามาของชาวอุยกูร์ในอนาคต พล.ต.วีรชน กล่าวว่า มีการเข้มงวดในจุดผ่านแดนต่างๆมากขึ้น แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีพรมแดนมากกว่า 5,500 กิโลเมตร กับประเทศเพื่อนบ้าน และหลายจุดเป็นจุดที่สามารถเข้ามาตามภูมิประเทศได้โดยง่าย เพราะเป็นพื้นที่ห่างไกล มีแม่น้ำที่ตื้นเขิน อาจจะมีจุดที่เรายังไม่สามารถเข้าไปดูแลได้100% แต่ทุกวันนี้ก็พยายามจะแก้ไขให้ดีขึ้นในเรื่องของการควบคุมการข้ามแดนที่ผิดกฎหมาย เพราะปัญหานี้จะส่งผลกระทบ ถ้ารัฐบาลไม่ตัดสินใจแก้ปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่แรกก็จะส่งผลกระทบบานปลายเหมือน 20 ปีที่แล้วที่มีผู้หลบหนีภัยจากการสู่รบที่เข้ามาในประเทศไทย 4 แสนกว่าคน แต่วันนี้ 20 ปีผ่านไป ก็ยังเหลืออยู่ประมาณ 1.3 แสนคน ก็เป็นปัญหาบานปลายและยืดเยื้อที่ส่งผลกระทบต่อคนไทย เพราะทรัพยากรต้องทุ่มกับการดูแลคนเหล่านี้ตามหลักสากลที่รัฐบาลไทยปฏิบัติมาโดยตลอด 

“ที่ผ่านมามีเรื่องของโรฮิงญา กลุ่มม้ง และกลุ่มอื่นๆที่เราก็ต้องดูแลมาตลอด และไม่อยากบอกว่าเป็นภาระแต่มันคือความรับผิดชอบของเราที่มีต่อมนุษยชาติ ”พล.ต.วีรชน กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงเวลาหรือยังที่กระทรวงการต่างประเทศจะเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้ เพราะอย่างกรณีโรฮิงญายังนำคนทำความผิดมาลงโทษได้และทำไมกรณีนำชาวอุยกูร์เข้ามาถึงไม่สามารถดำเนินการได้ พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ตอนนี้มีการดำเนินการอยู่ เพราะตั้งแต่มีมาตรการในการดูแลการค้ามนุษย์ก็มีการบังคับใช้กฎหมาย มีการสอบสวนหาผู้กระทำผิด มีการสอบสวนหาเครือข่ายการกระทำผิด รัฐบาลก็ดำเนินการอยู่ เพราะถ้าเราดูแลต้นตอของสาเหตุได้ปัญหาที่ตามมาก็จะน้อยลงหรือหมดไปในที่สุด เพราะเราไม่สามารถจะไปจัดการได้ในต่างประเทศ 

เมื่อถามว่าจะให้กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์ตอบโต้เพื่อเรียกศักดิ์ศรีของไทยหรือไม่เพราะจากท่าทีของตุรกี ยูเอ็นและนานาชาติที่ประนามไทย พล.ต.วีรชน กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศก็มีการชี้แจงในเรื่องนี้แล้ว เพราะในเรื่องของศักดิ์ศรีเราไม่ได้มองว่าเสียหรือไม่เสีย แต่ต้องเป็นการสร้างความเข้าใจว่าที่ผ่านมาไทยมีการดำเนินการอย่างไรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะมีการช่วยเหลือประเทศอื่น เราแบกภาระ เราอุ้มคนที่เดือดร้อนทั้งที่เราก็ไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยมากมายแต่เราก็รับผิดชอบดูแลมาตลอด