วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้พัฒนา 'พลังงาน' ใต้ ละเมิดชุมชน-โรงไฟฟ้าเกินจำเป็น

(รายงาน) นักวิชาการติงพัฒนา "พลังงาน" ใต้ ละเมิดชุมชน-โรงไฟฟ้าเกินจำเป็น

ภาพการเคลื่อนไหวต่อต้าน “โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่” หรือ “ท่าเรือน้ำลึกปากบารา” ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ หากจะกล่าวไปก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก “แผนพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้” ซึ่งในความเป็นจริงยังมีอีกหลายต่อหลายโครงการพัฒนาที่ภาคประชาสังคมและนักวิชาการกำลังพยายามสื่อสารต่อสังคมและรัฐเพื่อชี้ให้เห็นว่าการเร่งรีบผลักดันโดยขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงนั้นจะทำให้ประเทศ “ได้ไม่คุ้มเสีย”


โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนาหัวข้อ “ขึงพืดการพัฒนาภาคใต้ ประเคนทรัพยากรละเลงลงทุน” โดยได้เชิญฝ่ายวิชาการ และภาคประชาชนจากในพื้นที่มาให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง


นางอาภา หวังเกียรติ หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า อุตสาหกรรมภาคใต้กำลังเดินหน้าอย่างน่ากลัวภายใต้กรอบเป้าหมายเพื่อการสร้าง “แหล่งพลังงานโลก”


เธอบอกว่า เริ่มแรกเป็นกลุ่มทุนจากสหรัฐและญี่ปุ่น ต่อมาธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ก็เข้ามาร่วมมือกับสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดทำแผนแม่บทพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้ เน้นที่ระบบอุตสาหกรรมปิโตรเลียม เคมี และท่อก๊าซ


นับตั้งแต่ภาคใต้ตอนบน ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ ท่าเรือน้ำลึก เช่นเดียวกับ จ.นครศรีธรรมราช จะเป็นโครงการสะพานเศรษฐกิจ เพื่อสร้างฐานขุดเจาะน้ำมันของบริษัทปิโตรเลียม ขนาดใหญ่ ส่วนฝั่งอ่าวไทย จะมีการวางทุ่นขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลและก่อสร้างคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ที่ จ.สงขลา


สำหรับโครงการที่เร่งผลักดันในปัจจุบัน คือ “ท่าเรือ” ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึกปากบารา และท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 และ“โรงไฟฟ้า” ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เป็นต้น


“ทั้งหมดนั้นเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนทั้งภาค โดยใช้ภาคธุรกิจกดดัน และอาจเป็นไปได้ว่ายุคนี้เป็นยุคคืนชีพของอุตสาหกรรมหนัก ทั้งเหล็ก แร่ ปิโตรเลียม ที่เคยทำให้ภาคใต้ตอนบนประสบกับวิกฤติสิ่งแวดล้อม”


นอกจากนี้ในวงเสวนายังได้ให้ข้อมูลอีกด้านของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดย นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ นักวิชาการกลุ่มจับตาพลังงาน เห็นว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ปี 2558-2579 หรือ แผนพีดีพี ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้นมีความล้าหลังและยังสร้างภาระผูกพันทางการเงินในระยะยาวนับหลายแสนล้านบาทที่ประชาชนต้องแบกรับโดยไม่จำเป็น เนื่องจากการลงทุนโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นการเซ็นสัญญาล่วงหน้านับ 10 ปี


จากการตรวจสอบโครงการดังกล่าวมีภาระผูกพันหลายประเด็น คือ โรงไฟฟ้าเดิมของ กฟผ.ที่กำลังจะหมดอายุมีอยู่หลายโรง ซึ่งมีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทน แต่ว่าจากแผนการพัฒนาฉบับเดิม มีการกำหนดให้โรงไฟฟ้ามีการหมดอายุเร็วขึ้น


นอกจากนี้ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนมีการก่อสร้างตามแบบที่วางเอาไว้ให้ใหญ่กว่าเดิม แต่ในความเป็นจริงเรามีกำลังผลิตสำรองล้นอยู่แล้ว ทำไมต้องทำให้ลงทุนมากขึ้น และโรงไฟฟ้าที่สามารถใช้ได้อีกหลายปี ทำไมถึงมีการปลดระวางเร็วขึ้น หรือเพราะมีความพยายามที่จะทำให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้เร็วขึ้น


นักวิชาการกลุ่มจับตาพลังงาน บอกต่อว่า โรงไฟฟ้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากแผนเดิมในระหว่างปี 2558-2568 มีกำลังผลิตรวมทั้งสิ้นประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากับ 2 เท่าของกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าที่ป้อนภาคใต้ทั้งภาค นั่นหมายความว่าโครงการเหล่านี้มีการสร้าง “ภาระผูกพัน” ก่อนที่จะมีการจัดทำแผนพีดีพี 2015
ส่วนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และเทพา นั้น มีกำลังผลิตรวมอยู่ที่ 2,800 เมกะวัตต์ เป็นโครงการภายใต้การดำเนินการของ กฟผ.เองไม่ใช่ของบริษัทเอกชน ดังนั้นจึงไม่ต้องมีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่จะเป็นภาระผูกพันแต่อย่างใด ซึ่งหากไม่มีปรโยชน์และมีข้อมูลประจักษ์แจ้งจากภาคประชาชน แล้ว กฟผ. ก็สามารถยกเลิก หรือเลื่อนการพัฒนาโรงไฟฟ้าไปได้อีกยาว เพราะในช่วง 10 ปีหลังจากนี้ ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยนั้นมีกำลังผลิตสำรองอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ไทยไม่ต้องมี “โรงไฟฟ้าส่วนเกิน” จำนวนกว่า 5,000 เมกะวัตต์


“จากปีนี้ถึงปี 2579 จะพบว่า ไฟฟ้าในระบบนั้นเกินมาตรฐานมาโดยตลอดจากเดิมเรากำหนดสำรองแค่ 15% แต่ปัจจุบันตั้งสูงถึง 30-40% แต่ปรากฏว่าที่ไทยมีวิกฤติไฟฟ้าไม่ใช่เพราะโรงไฟฟ้าไม่พอแต่เป็นความไร้ระเบียบของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานที่ทำหน้าที่บริหารไฟฟ้าจึงกล้าฟันธงว่า โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพาไม่ต้องมีก็ได้ ภาคใต้ไม่เผชิญวิกฤติแน่นอน"


ขณะที่ นายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนพัฒนาเมืองเทพา จ.สงขลา บอกว่า กรณีการพัฒนาโรงไฟฟ้าเทพานั้นเป็นการฉกฉวยโอกาสของรัฐบาลที่ทำให้คนเทพาต้องทำใจเพราะที่ผ่านมาเวทีประชุมชี้แจงโครงการและรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 (ค.1) ประชาชนหลั่งไหลเข้าไปคัดค้าน แต่รูปแบบการจัดเวทีก็ยังไม่เอื้อต่อการนำเสนอข้อมูลภาคประชาชน


เขาบอกว่า ประชาชนมีเวลาในการแสดงความคิดเห็นน้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็เฝ้าสถานการณ์ต่อเนื่อง


เมื่อเวลาผ่านไปรัฐบาลก็ยังเดินหน้าดำเนินการต่อ จนมาถึงเวที ค.3 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 ก.ค. ซึ่งทางเครือข่ายเชื่อว่าจะไม่ต่างกับเวที ค.2 และ ค.1


“ขณะนี้ชาวบ้านพยายามหาระเบียบของการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอยู่ เพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์และจะหารือเครือข่ายภาคี ก่อนการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ และมีเงื่อนไขในการเข้าร่วมอย่างไรบ้าง แต่ที่ผ่านมาสังคมรับรู้แล้วว่า เวทีของภาครัฐมีความเหลื่อมล้ำในการออกเสียงและแสดงความเห็นแม้แต่ประเด็นสาธารณะที่คนได้รับผลกระทบจำนวนมาก”