เครือข่ายคปพ.ยื่นคัดค้านร่างกฏหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับ อ้างก.พลังงานลักหลับ ไม่โปร่งใส่และไม่เป็นธรรม จี้"พล.อ.ประยุทธ์"ทำตามที่เคยรับปากไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์บริการประชาชน ฝั่งสำนักงานก.พ. ถนนพิษณุโลก เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) นำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายฯ เดินทางยืนหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่....) พ.ศ. ...และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่....) พ.ศ. ..... ที่เสนอโดยกระทรวงพลังงาน(พน.) ซึ่งบรรยากาศในการชุมนุมของกลุ่มคปพ.มีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆร่วมแสดงความคิดเห็น อาทิเช่น นางสาวบุญยืน ศิริธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตัวแทนคปพ.จังหวัดโคราช เป็นต้น รวมถึงมีการตั้งโต๊ะให้ประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านพ.ร.บ.ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งทางเครือข่ายอ้างว่า ร่างพ.ร.บ.ที่กระทรวงพลังงานเสนอเป็นกฎหมายที่ทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์ และขอให้พิจารณาร่างพ.ร.บ.การประกอบกิจการปิโตรเลียม ที่จัดทำโดยคปพ. เพื่อให้สภานิติบัญญัติ(สนช.)แห่งชาติพิจารณาต่อไป
นายปานเทพ กล่าวว่า ประเทศไทยรอมา 44ปี กว่าจะใกล้หมดอายุสัมปทาน แต่กลับต้องเจอกฎหมายที่เห็นถึงความไม่ โปร่งใสและไม่เป็นธรรมต่อประเทศจึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทำตามที่เคยพูดกับประชาชนว่าขอให้ เชื่อมั่นในความโปร่งใสและเป็นธรรม ด้วยการถอนร่างกฎหมายกระทรวงพลังงานแล้วนำกฎหมายของคปพ.ที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มาทำประชาพิจารณ์เปรียบเทียบให้ ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ และเสนอให้สนช.พิจารณาต่อไป
นายปานเทพ กล่าวต่อว่า ในวันเดียวกันนี้จะเดินทางไปรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือให้กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้านพลังงาน เพื่อยับยั้งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวพร้อมทั้งเสนอร่างกฎหมายของประชาชนเปรียบเทียบ ส่วนด้านสภาปฏิรูปแห่งชาติชาติ (สปช.) กลุ่มเครือข่ายประชาชนฯจะยื่นหนังสือผ่านกรรมาธิการพลังงาน เพื่อเสนอการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และหากเป็นไปได้อยากให้มีการทำประชามติเปรียบเทียบระหว่าง ร่างกฎหมายของกระทรวงพลังงานกับร่างกฎหมายของคปพ.ว่าแบบใดที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่ากัน
ด้าน หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักเคลื่อนไหวด้านการปฏิรูปพลังงาน กล่าวว่า การมาครั้งนี้เพราะเป็นห่วงรัฐบาล หากรัฐบาลและสนช.ไม่ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวจะทำให้ประชาชน เขัาใจผิดว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสนช.ทั้งที่ความจริงเป็นร่างกฎหมาย ที่มาจากกระทรวงพลังงาน นอกจากนี้จากการศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาปิโตรเลียมของสนช.พบว่าพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีปัญหามากกว่า 25 ประเด็น แต่ปัญหาเหล่านั้นกลับไม่ได้ถูกยกมาไว้ในการแก้ไขในร่างของกระทรวงพลังงาน
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ทางที่ดีสุดให้สนช.ตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อยกร่างกฎหมายใหม่โดย นำผลการศึกษาของสนช.และกฎหมายที่ประชาชนร่างขึ้นมารวมกัน เพื่อแก้ไขกฎหมายให้เกิด ประโยชน์ต่อประเทศ เพราะกฎหมายของกระทรวงพลังงานไม่คำนึงถึงสภาพปิโตรเลียมของประเทศไทย ดั่งนั้นควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสของชาติเพื่อประโยชน์ของประชาชน
สำหรับเอกสารที่กลุ่มคปพ.ยื่นต่อรัฐบาลระบุว่า ในร่างพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับของพน.มีจุดบกพร่องหลายประการ ช่วงเวลาที่สัมปทานแปลงปิโตรเลียมใกล้หมดอายุเป็นเวลาที่สำคัญที่สุดที่จะนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาเป็นของชาติและประชาชนอีกครั้งเพื่อความมั่งคั่งของประเทศ แต่พน.ลักหลับเสนอร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้งสองฉบับ ซึ่งจะนำไปประเทศสู่วิกฤติอีกหลายประการ ซึ่งพ.ร.บ. ทั้งสองฉบับได้ผ่านการลงมติรับหลักการจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไป เมื่อวันที่ 12 พ.ค. และกำลังส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีการพิจารณา เพื่อส่งให้สนช.พิจารณาต่อไป โดยไม่ต้องผ่านขอมติใดๆจากครม.อีก
พร้อมกันนี้คปพ.เรียกร้อง 7 ประเด็น ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ของ พน. มีการให้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจแบบไร้หลักเกณฑ์เลือกที่จะใช้ระบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปันผลผลิตก็ได้ซึ่ง อาจนำไปสู่ารใช้ดุลยพินิจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หรือความไม่โปร่งใสนอกจากนี้ยังไม่ไม่หลักใดในร่างกำหนดว่าจะต้องมีการประมูลแข่งขันเพื่อให้ประเทศได้รับผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการให้มีการประมูลแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม อีกทั้งยังไม่เป็นไปตามผลการศึกษาของคณะกรรมการธิ(กมธ.)วิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับให้ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ของสนช.
กลุ่มคปพ.อ้างการแถลงข่าวของ นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่ว่า การบริการจัดการพลังงานไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน หรือทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตม่สามารถเจรจาโดยไม่เปิดเผยได้ เพราะต้องเปิดเผยผ่านการออกประกาศเชิญชวนรอบใหม่เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่ดีที่สุด และต้องไม่ต่ำกว่าผลประโยชน์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งระบบนี้มีความโปร่งใส่และเป็นธรรมต่อประชาชน ซึ่งคปพ.มองว่าคำแถลงนี้ไม่มี ความโปร่งใส่ เนื่องจากไม่ได้มาจากการเชิญชวนเพื่อให้เกิดข้อเสนอที่ดีที่สุด แต่ต้องเกิดจากการทำให้เกิดการแข่งขันเสรีที่ทำได้จริงในทางปฏิบัติ และต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อรัฐ โดยปราศจาการการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวหรือกลุ่มบุคคลใดด้วยการให้คะแนน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีประชาชนชาวไทยคนใดได้เห็นหรือทราบวิธีและหลักเกณฑ์การะเลือกผู้ได้รับสัมปทาน ตลอดจนเงื่อนไขในการลงนามสัญญาตลอดเวลา 44 ปีที่ผ่านมา
เอกสาร ยังระบุอีกว่า การเปิดแปลงสัมปทานในแต่ละครั้งมีการเปิดมากเพียงพอหรือเกินพอ ทำให้เกิดการจัดสรรในหมู่รับสัมปทานโยไม่ต้องมีการแข่งขัน ทำให้ไม่เคยมีการแข่งขันที่แท้จริงแม้แต่ครั้งเดียว และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ร่างพ.ร.บ. การประกอบกิจการปิโตรเลียม พ.ศ. .... ของพน.จะสามารถทำให้เกิดการแข่งขันได้จริง ซึ่งต่างจาก ร่างพ.ร.บ.การประกอบกิจการปิโตรเลียม ของคปพ. ที่มีการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของผู้เข้าแข่งขันการประมูลในแต่ละแปลงในแต่ละรอบ เพื่อป้องกันการจัดสรรแปลงปิโตรเลียมหรือการหลีกเลี่ยงการแข่งขันอย่างแท้จริง ซึ่งข้อเสนอของคปพ.สอดคล้องปับผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับให้ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ของสนช. นอกจากนี้ร่างพ.ร.บ. ของพน.ยังไม่มีหลักประกันว่าจะมีการประมูลที่โปร่งใสและเป็นธรรมต่อประชาชน และการให้เอกชนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ระบบสัมประทานหรือบ่งปันผลผลิตก็ได้ อาจนำมาซึ่งความไม่โปร่งใส่เนื่องจากทั้งสองระบบมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในเรื่องของกรรมสิทธิ์และการแบ่งผลผลิตจากปริมาณปิโตรเลียมหรือแบ่งจากรายได้
2. ร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับไม่ได้สร้างอำนาจการต่อรองในทางยุทธศาสตร์แก่ประเทศ แต่มีการสร้างอำนาจการต่อรองให้เฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่ม เปิดช่องให้ปิดห้องเจรจาทีละรายโดยปี่ศจากการแข่งขันที่โปร่งใส ผิดหลักธรรมาธิบาล ซึ่งต่างกับร่าง พ.ร.บ.ของคปพ. ที่คำนึงถึงการเพิ่งอำนาจการต่อรองของประเทศเป็นสำคัญ 3. ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเปิดโอกาสให้อธิบดีกรมเชื่อเพลิงธรรมชาติใช้ำอนาจโดยปราศจากการควบคุมและตรวจสอบในการกำหนดวิธีสำหรับยื่นข้อเสนอ และตกลงทำสัญญาซึ่งเป็นสาระสำคัญของระบบสัญญาการแป่งปันผลผลิตปิโตรเลียม
4. ตามที่นางพวงทิพย์ ได้แถลงข่าวว่า กำหนดให้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้จริง โดยไม่เกิดร้อยละ 50 ของผลผลิตปิโตรเลียม(คำนวณจากการขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมทั้งหมด) ซึ่งกลุ่มคปพ.มองว่า การแบ่งปันผลผลิตแทนที่ปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตได้ที่ปากหลุม เพื่อให้รัฐบริการปิโเลียมที่ได้มา กลายเป็นให้ผู้รับสัญญาไปขายเสียก่อน เป็นการเปิดช่องให้ผู้รับสัญญาขายปิโตรเลียมให้บริษัทในเครือโดยให้ราคาที่ต่ำว่าปกติ เพื่อให้การขายมีราคาต่ำว่าความเป็นจริง ทำให้รัฐได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าความเป็นจริงไปด้วย ระบบการแบ่งปันผลผลิตจึงไม่ต่างจากข้อบกพร่องของระบบสัมปทานที่อำพรางภายใต้ชื่อระบบการแบ่งปันผลผลิตและไม่สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่รัฐ


