“บวรศักดิ์” ชี้เสรีภาพสื่อฯซับซ้อน เน้นวาง3กรอบในร่างรธน.ใหม่ เพื่อสร้างสื่อให้มีความรับผิดชอบ
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “อนาคตสื่อไทยหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เนื่องในโอกาสครบรอบ18 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า เสรีภาพสื่อมวลชนถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะเกี่ยวพันกับเสรีภาพอื่นๆ อาทิ การแสดงออกของบุคคลตามสิทธิพื้นฐานของประชาธิปไตย, เสรีภาพของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน,สิทธิของบุคคลที่จะได้รับความคุ้มครอง ในชื่อเสียง ครอบครัว และความเป็นอยู่ส่วนตัวที่กระทบต่อเสรีภาพการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน,ความสงบและความมั่นคงของรัฐ รวมถึงยุคที่เทคโนโลยีมีความทันสมัย มีสื่อโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นและทำให้ภูมิทัศน์สื่อมวลชนเปลี่ยนไป ทั้งด้านการแสดงออก เสรีภาพ และความเร็ว ดังนั้นประเด็นสำคัญที่สื่อมวลชนต้องคำนึงเป็นสำคัญภายใต้ภาวะที่เกิดขึ้น คือการสร้างความสมดุล
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่าสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้วางหลักการเกี่ยวกับการทำหน้าที่สื่อมวลชนไว้ 3 ประเด็น คือ 1.สิทธิการได้รับข้อมูลข่าวสารของประชาชนกับสื่อมวลชน โดยเขียนรายละเอียดไว้ในมาตรา 48 ซึ่งกำหนดการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต้องครบถ้วน รอบด้าน และถูกต้อง และห้ามการถือครองสิทธิข้ามสื่อ และมาตรา50 วรรคสอง และวรรคสาม ว่าด้วยการกำกับกิจการสื่อโทรทัศน์ วิทยุ โทรคมนาคม สารสนเทศ ที่ต้องคำนึงถึงประชาชน ผู้ด้อยโอกาสรวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน
“ในร่างรัฐธรรมนูญมาตราที่เกี่ยวข้อง ได้วางข้อจำกัดไว้ด้วยว่า ห้ามกระทำในสิ่งที่มีผลครอบงำหรือผูกขาดความเห็นต่อสังคม , มีผลขัดขวางการรับรู้ข่าวสาร หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน ทั้งนี้ต้องขอความเห็นจากสื่อมวลชนด้วยว่าข้อจำกัดดังกล่าวนั้นจะมีหลักเกณฑ์อย่างไร เพื่อให้สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนถูกต้องและรอบด้าน” นายบวรศักดิ์ กล่าว
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า 2.ความเป็นอิสระของสื่อมวลชนที่ต้องมีความรับผิดชอบ โดยประเด็นความเป็นอิสระนั้น ร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอิสระจากรัฐ อาทิ ห้ามนักการเมืองเข้ามาถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน และกำหนดกรอบของการซื้อโฆษณาจากสื่อมวลชนพร้อมกับเขียนให้เปิดเผยรายละเอียดการซื้อโฆษณาด้วย เพื่อขจัดการใช้เงินไปครอบงำสื่อฯ โดยไม่รู้สึกว่าถูกครอบงำ และเป็นอิสระจากต่างชาติ รวมถึงนายจ้าง ทั้งนี้ในการกำกับหรือการควบคุมกันเองร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ในมาตรา49 ให้มีองค์กรกลางขึ้นมาทำหน้าที่ส่งเสริมจริยธรรม, คุ้มครองสวัสดิภาพของสื่อมวลชนและกำกับ ตรวจสอบกันเอง หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน ต้องมีกฎหมายฉบับหนึ่งออกมารองรับบทบัญญัติดังกล่าว โดยผู้ที่อยู่ในวิชาชีพสื่อมวชนต้องร่วมดำเนินการ และ3.การปฏิรูปสื่อสารมวลชน ที่จะนำเนื้อหาไปเขียนไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฎิรูป ตามที่รัฐบาลนำเสนอเพื่อป้องกันปัญหาและการแก้ไขที่ทำได้ยากโดยสาระสำคัญของการปฏิรูปที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อาทิ จัดให้มีกลไกส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพให้มีเสรีภาพและรับผิดชอบ มีหลักประกันในอิสระในการทำหน้าที่โดยไม่ถูกครอบงำจากรัฐและทุน ซึ่งตนมีข้อเสนอให้พิจารณา คือ ควรหรือไม่ที่จะต้องมีกฎหมายให้กิจการสื่อมวลชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และกำกับการถือหุ้นให้บุคคลถือหุ้นได้ไม่เกิน 5เปอร์เซ็นต์
“สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามกฎหมายที่กำหนดการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อฯ คงจะทำได้ แต่สิ่งที่กฎหมายที่ไม่อาจสร้างให้เกิดขึ้นได้คือ การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อฯ ที่เป็นอิสระจากภายใน ที่รอดพ้นจากความโลภ โกรธ หลง โดยบุคคลที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ คือ บุคคลในวิชาชีพสื่อมวชน วิชาชีพซึ่งเป็นผู้ร่วมงาน ร่วมอาชีพเดียวกันและสังคม หรือเรียกว่า อารยวัฒนธรรมของสื่อมวลชน ส่วนหนึ่งอาจปรากฎในประมวลจริยธรรม แต่ว่าประมวลจริยธรรมเป็นแค่ประมวลจริยธรรมเท่านั้น หากองค์กรหรือสังคมไม่บังคับ หรือบุคคลลไม่ทำตาม ผมขอฝากไปยังสื่อมวลชนที่เป็นทางการด้วยว่า สำหรับสื่อโซเชียลมีเดีย ที่ผู้สื่อข่าว 65 ล้านคน เราจะทำจริยธรรมสำหรับคน65ล้านคนอย่างไร เมื่อคนไทยยังเชื่อข่าวลือ ไม่ตรวจสอบต้นตอของข่าว ดังนั้นความท้าทายของสื่อมวลชน คือความเป็นอิสระเกินไป ความไม่มีความรับผิดชอบของสื่อมวลชนนิรนามแต่ละคนที่ทำอยู่ในไลน์ เฟซบุ๊ค อินสตราแกรม หรือผู้ที่อยู่หลังคีย์บอร์ด” นายบวรศักดิ์ กล่าว




