"อดีต รมว.พาณิชย์–เอกชน 19 ราย"ขึ้นศาลฎีกานักการเมืองฯ ให้การปฏิเสธสู้คดีทุกข้อหาคดีทุจริตตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ
นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี และองค์คณะรวม 9 คน นัดพิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย คดีหมายเลขดำ อม. 25/2558 ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1 , นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุ กก.พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 และพวกซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง 3 คน ข้าราชการการเมือง 3 คน และนิติบุคคลกับกรรมการผู้มีอำนาจในนิติบุคคล รวม 21 ราย เป็นจำเลยที่ 1-21 ในความผิดฐาน กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10,12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ , ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ 123/1 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งอัยการสูงสุด โจทก์ ยังขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้งหมด เป็นเงิน 35,274,611,007 บาทที่คิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 50,000 ตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับด้วย
โดยเมื่อถึงเวลานัด ปรากฏว่า พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือหมอโดง อดีตผู้ช่วยเลขานุการ และอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และนายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 ไม่ได้เดินทางมาศาล
ศาลจึงอ่านคำฟ้องให้จำเลยที่ 1-2 , จำเลยที่ 4 – 15 และจำเลยที่ 17-21 ฟังเพื่อสอบคำให้การ สรุปว่า จำเลยที่ 1-3 เป็นข้าราชการการเมือง , จำเลยที่ 4 - 6 เป็นข้าราชการประจำ , จำเลยที่ 7 - 21 เป็นบริษัทเอกชน โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ย.54 - 12 ก.พ.56 จำเลยที่ 1- 6 และจำเลยที่ 7 - 21 กับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้แบ่งหน้าที่กันทำเป็นลำดับขั้นตอน ได้เสนอขายข้าวให้กับบริษัท กวางตุ้ง และบริษัท ไห่หนาน ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศจีน ที่ได้สิทธิซื้อข้าวจากประเทศไทย ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ตามระบบการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี โดยจำเลยที่ 1- 6 อ้างว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นตัวแทนจากประเทศจีนซึ่งไม่เป็นความจริง
และจำเลยยังได้ขายข้าวให้กับเอกชน โดยจำเลยที่ 7-21 เป็นผู้ชำระราคาและรับมอบข้าว ซึ่งจำเลยที่ 1- 6 มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติทำสัญญาส่งมอบข้าวที่ย่อมรับรู้หรือมีพฤติการณ์ปรากฏแจ้งชัดว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แต่กลับละเลยไม่ดำเนินการยับยั้งหรือยกเลิกการทำสัญญาระหว่างประเทศไทยและบริษัทของประเทศจีน ทำให้เกิดความเสียหายต่อกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และยังกระทำผิด ตามพ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ โดยกระทำการใดหรือไม่กระทำการใดที่ให้การแข่งขันราคาเป็นไปด้วยความเป็นธรรม เอื้ออำนาจให้แก่บริษัทของประเทศจีนมีสิทธิเข้ามาทำสัญญาซื้อข้าวโดยไม่ต้องการผ่านการเสนอราคาต่อกรมการค้าต่างประเทศ เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตทำให้หน่วยงานรัฐเกิดความเสียหายหลายแห่ง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันตามสัญญาซื้อขายข้าวรวม 4 ฉบับ โจทก์จึงขอให้ศาลลงโทษความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคา ฯ ม. 4, 9, 10, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา ม.151 ,157 และพ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. ม. 4, 123,123/1 พร้อมทั้งขอให้สั่งปรับจำเลยทั้งหมด เป็นจำนวนเงินร้อยละ 50 ของมูลค่าการเสนอราคาในการซื้อขายข้าวตามสัญญา ซึ่งเป็นค่าปรับโดยคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งของสัญญาระบายข้าวจำนวน 50,000ตัน จากการกระทำผิดตามสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ
โดยจำเลยที่ 1-2 , จำเลยที่ 4 – 15 และจำเลยที่ 17-21 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และแถลงขอใช้ระยะเวลาประมาณ 60-120 วัน เพื่อยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียดอีกครั้ง เนื่องจาก จำเลยเพิ่งได้รับคำฟ้องของอัยการโจทก์และเอกสารหลักฐานที่มีเป็นจำนวนมาก โดยจำเลยบางราย ก็ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตศาลให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยด้วย
องค์คณะ ฯ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และนายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล มีเหตุสงสัยว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี ศาลจึงให้ออกหมายจับจำเลยที่ 3 และ 16 เพื่อมาดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป โดยให้จำหน่ายคดีเฉพาะของจำเลยที่ 3 และ 16 ออกจากสารบบชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าจะได้ตัวมา
ส่วนที่จำเลยขอเวลายื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียดอีกครั้งนั้น องค์คณะ ฯ พิจารณาแล้วอนุญาตให้จำเลยที่ 1-2 , จำเลยที่ 4 – 15 และจำเลยที่ 17-21 ยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ พร้อมทั้งให้จำเลย ยื่นบัญชีพยานและแนวทางการไต่สวนพยานต่อศาลภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด โดยกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานคดีนี้ในวันที่ 29 ก.ย.นี้เวลา 09.30 น.
สำหรับคำร้องที่จำเลยบางราย ขออนุญาตศาลให้พิจารณาลับหลังนั้น องค์คณะ ฯ ได้มีคำสั่งยกคำร้องในส่วนนี้ โดยเห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องเดินทางมาศาลตามนัดทุกครั้ง หากมีเหตุจำเป็น ก็ให้จำเลยขออนุญาตศาลเป็นครั้งคราวไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณา องค์คณะ ฯ ได้ เรียกนายนิมล หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15 และนายประกันของจำเลย สอบถามเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่นายประกัน นำมายื่นต่อศาลก่อนหน้านี้เพื่อขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 15 ซึ่งภายหลังศาลตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นโฉนดที่ดินทางสาธารณะ
โดยองค์คณะ ฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า หลักทรัพย์ที่นายประกันจำเลยที่ 15 นำมาวางก่อนหน้านี้ ไม่น่าเชื่อถือ จึงให้ถอนประกันนายนิมล จำเลยที่ 15 เว้นแต่จำเลยจะมีหลักทรัพย์ใหม่มายื่นขอปล่อยชั่วคราว
ขณะที่เวลาต่อมา นายนิมล จำเลยที่ 15 ก็สามารถจัดหาหลักทรัพย์ใหม่ได้ทัน เป็นสลากออมสิน มูลค่า 5 ล้านบาท จึงได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง ซึ่งศาลพิจารณาหลักทรัพย์แล้ว จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายนิมล จำเลยที่ 15 ได้โดยตีราคาประกัน 5 ล้านบาท โดยกำหนดเงื่อนไขเช่นเดียวกับจำเลยอื่นที่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่มีนำหลักทรัพย์ ที่ไม่น่าเชื่อถือมาเป็นหลักประกันนั้น ศาลได้เรียกนายนิมล จำเลยที่ 15 และนายประกันของจำเลย มาสอบถามถึงเจตนาที่นายประกันนำโฉนดที่ดินทางสาธารณะมาเป็นหลักประกัน โดยองค์คณะ ฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดอำนาจศาล จึงมีคำสั่งให้จำคุกนายประกันดังกล่าวเป็นเวลา 3 เดือนและปรับ 500 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับการยื่นประกันจำเลยในคดีนี้ นายภูมิ สาระผล จำเลยที่ 1 , นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ จำเลยที่ 2 และนายอภิชาต หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 14 ศาลให้ได้ประกันไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยตีราคาประกันคนละ 20 ล้านบาท ส่วนจำเลยอื่นที่เหลือศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยตีราคาประกันคนละ 5 - 8 ล้านบาท ขณะที่ พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการรมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และนายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 ที่วันนี้ ( 29 มิ.ย.) ศาลให้ออกหมายจับเนื่องจากไม่มาศาลตามนัดนั้น ทั้งสองคนยังไม่เคยยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในวันนี้ นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฯ ได้นำทีมคณะทำงานอัยการ มาร่วมฟังการพิจารณา ขณะที่นายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ และจำเลยส่วนใหญ่ ต่างทยอนเดินทางมาศาลฎีกาฯ พร้อมด้วยทนายความตั้งแต่ช่วงเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. โดยไม่มีกลุ่มมวลชนใด ๆ มาให้กำลังใจซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนสอบคำให้การ นายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ และจำเลยคนอื่นๆ ก็ได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ





