วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผบก.ตท.ไม่ฟันธงล่วงหน้าคดี'คำรณวิทย์'

ผบก.ตท.เผยไม่ฟันธงล่วงหน้าคดี “คำรณวิทย์” เกรงแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่น ยืนยันไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ถูกตรวจพบว่ามีการพกพาอาวุธปืน ที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่าในขณะนี้ทางอัยการของญี่ปุ่นยังไม่มีการส่งฟ้อง จากการที่ได้ทำหนังสือผ่านช่องทางตำรวจสากลก็ยังไม่ได้รับรายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรกลับมา เป็นแค่การประสานงานทางวาจาผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจและสถานทูต 

พล.ต.ต.อภิชาติ ขั้นตอนการสั่งฟ้องของทางญี่ปุ่นก็เหมือนกระบวนการยุติธรรมของหลักสากลทั่วโลก ขณะนี้อยู่ในขั้นของอัยการที่ต้องรอดูว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ถ้าไม่สั่งฟ้องก็ถือว่าพ้นคดีสามารถกลับประเทศได้เลย แต่สมมุติว่าถ้ามีการสั่งฟ้องก็ต้องรอดูผลการตัดสินของศาล ในกรณีที่ผู้ต้องหารับสารภาพ ศาลตัดสินว่าไม่มีเจตนาก็รอลงอาญา แต่ถ้ามีการตัดสินลงโทษจำคุก ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นนั้นก็มีสนธิสัญญาการโอนนักโทษระหว่างกัน คือจะต้องรับโทษ 1 ใน 3 ของคำพิพากษาของศาลญี่ปุ่นก่อน ถึงจะร้องขอให้เข้าดำเนินการการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศได้ ซึ่งทาง ตร. ไม่สามารถจะประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้เพราะจะเป็นการไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของประเทศญี่ปุ่น

ผบก.ตท.กล่าวว่าสิ่งใดที่ ตร. สามารถช่วยเหลือครอบครัวของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หรือทางประเทศญี่ปุ่นได้ก็พร้อมจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตอนนี้ทางประเทศไทยทำได้เพียงรอผลการตัดสินของศาลประเทศญี่ปุ่น ส่วนการที่อาวุธปืนจะมีทะเบียนหรือไม่มีนั้นไม่ส่งผลต่อการพิจารณาคดี ใบอนุญาตการพกพาอาวุธปืนที่ออกจากประเทศไทยก็มีผลบังคับใช้ภายในประเทศเท่านั้น เมื่อมีการพกพาอาวุธปืนที่ต่างประเทศก็เท่ากับว่าเป็นการครอบครองอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาต เช่นเดียวกันกับกรณีที่คนต่างประเทศพกอาวุธปืนในประเทศไทย

พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวถึงอำนาจการควบคุมตัวก่อนการตัดสินของอัยการว่ามีระยะเวลาภายใน 20 วัน หรืออาจจะมีผลความเห็นของอัยการที่เร็วกว่าก็เป็นได้ หลังจากนั้นอัยการก็จะนำตัว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พร้อมสำนวนการส่งฟ้องส่งไปศาลเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่น่ามีอะไรที่ติดขัด น่าจะเป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบและให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด โดยเชื่อมั่นมาตรฐานและความยุติธรรมของประเทศญี่ปุ่น ส่วนทางทนายของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ก็คงทำได้เพียงแค่ให้คำปรึกษาทางคดีเท่านั้น

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ต.ต.อภิชาติ ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยและญี่ปุ่น รู้สึกเสียดายที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศไทยไปประจำเพื่อคอยประสานงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการในต่างประเทศนั้น การสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยาน การประสานงาน ก็จะเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงเรื่องของการจับกุมผู้กระทำความผิดในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติก็จะเป็นไปได้ง่าย โดยสามารถเข้าสู่กระบวนยุติธรรมได้มากยิ่งขึ้น