วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนช.นัดเปิดแถลงคดีสอยอดีต 248 ส.ส. 15-16 ก.ค.

สนช.นัดเปิดแถลงคดีสอยอดีต 248 ส.ส. 15-16 ก.ค. พร้อมไม่อนุญาตให้เพิ่มพยานหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวรายงานที่รัฐสภาว่า มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระเรื่องด่วน ดำเนินการกระบวนการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร จำนวน 248 คน ออกจากตำแหน่ง ตามาตรา 6 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (ตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 149 ) โดยเป็นการกำหนดวันแถลงของป.ป.ช.และอดีต 248 คน และพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา

นายสุรชัย แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ป.ป.ช.ได้พิจาณาแยกสำนวนคดีตามฐานความผิดออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1. ส.ส.จำนวน 237 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของส.ว. รวมทั้งพิจารณาและลงมติในวาระ 1 วาระ 2 โดยเฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 116 ที่มีผลทำให้ส.ว.ที่พ้นวาระแล้วสามารถกลับมาลงสมัครได้ทันที และวาระ 3 โดยถือว่าจงใจใช่อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 2. ส.ส.จำนวน 1 คน ที่ลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ พิจารณาและลงมติในวาระ 2 และ วาระ 3 ซึ่งป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 291 อนุ 1 วรรคหนึ่ง และ กลุ่มที่ 3. ส.ส.จำนวน 10 คน ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณาและลงมติในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 โดยถือว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 291 อนุ 1 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ในกลุ่มที่ 1 มีสมาชิก 2 คน ประกอบด้วยนายทองดี มนิสสาร และนายตุ่น จินตะเวช ได้ถึงแก่กรรม จึงไม่ต้องนำมาพิจารณาตามข้อบังคับ พร้อมกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนคดีของป.ป.ช. และอดีตส.ส.248 คน ในวันที่ 15 – 16 ก.ค. เวลา 10.00 น. และสมาชิกสามารถยื่นญัตติข้อซักถามได้ถึงวันที่ 20 ก.ค.นี้ ภายในเวลา 12.00 น.

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของฝ่ายผู้กล่าวหา โดยได้เชิญนายวิชัย วิวิตเสวี ตัวแทนกรรมการป.ป.ช. และตัวแทนผู้ถูกกล่าว นำโดยนายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เข้าห้องประชุม นายสามารถ ชี้แจงว่า ป.ป.ช.ได้อ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่าพวกตนเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญระงับยับยั้ง ทั้งที่การดำเนินการเอาผิดตามมาตรา 68 จะต้องไปยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด(อสส.) เพื่อให้อสส.ตรวจสอบพฤติกรรมก่อน เพราะโทษตามมาตรา 68 นั้นหนัก นอกจากนี้ไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนและพวกได้ยื่นคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน 6 รายการ โดย 3 รายการแรกเป็นเอกสารที่ยื่นให้กับป.ป.ช.แต่ป.ป.ช.ไม่ได้รับเข้าไปในสำนวน และอีก 3 รายการที่เป็นเรื่องใหม่ คือ คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ 74 /2557 และคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ 53-58/2557 ที่วินิจฉัย ว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 กระทั่งมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 57 ขึ้นมา จนศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดลงแล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาจึงได้จำหน่ายคดีออกไป และถ้าจะใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ดังนั้นก็ต้องผูกพันป.ป.ช.ด้วย และรายการสุดท้ายเป็นรายงานการประชุมของสนช.เมื่อวันที่ 12 มี.ค.58 ที่ประชุมลงมติไม่ถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ซึ่งเป็นฐานความผิดเดียวกับ อดีต ส.ส.248 คน

ด้านนายวิทยา บุรณศิริ อดีตส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนในการขอเพิ่มพยานหลักฐานในกลุ่มที่ 2 โดยเป็นคำขอที่ 2-6 ซึ่งหลักฐานที่ขอเพิ่ม คือ รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการรัฐสภา ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 111-114 ซึ่งเป็นการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา

นายวิชัย ชี้แจงว่า ป.ป.ช.ขอคัดค้านทุกคำขอของผู้ถูกกล่าวหา โดยในส่วนของคำขอของนายสามารถในเอกสาร 3 รายแรกนั้น มีอยู่ในสำนวนของป.ป.ช.อยู่แล้วสามารถตรวจสอบได้ ส่วนอีก 3 รายการคือ รายการที่ 4 และ 5 แม้ไม่มีอยู่ในสำนวนคดีแต่ป.ป.ช.เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี เนื่องจากสำนวนนี้เป็นอำนาจของสนช.ว่าจะถอดถอนหรือไม่ เมื่อสนช.รับเรื่องแล้ว ก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุด ไม่มีปัญหาในเรื่องของอำนาจอีกต่อไป ส่วนรายการที่ 6 ที่เป็นบันทึกผลการลงมติในการประชุมของสนช.ที่มีมติไม่ถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ที่นั้น แม้จะเป็นเรื่องเดียวกันแต่ก็เป็นคนละกระบวนการกัน 

ส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการรัฐสภาฯ นั้น มีอยู่ในสำนวนของป.ป.ช.เรียบร้อยแล้ว โดยนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นผู้ร้องได้ยื่นมาแล้ว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาและคำคัดค้าของป.ปช.เสร็จสิ้นแล้ว นายสุรชัย ได้ขอมติที่ประชุมว่า จะอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหา เพิ่มเติมพยานหลักฐานทั้งหมด 6 คำขอ 7 รายการ หรือไม่ ในที่สุดที่ประชุมมีมติไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มพยานหลักฐานทั้งหมด และได้สั่งปิดประชุมในเวลา 13.27 น.