กมธ.กฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช. เผยผลสำรวจปฏิรูปตำรวจ ยกเลิกแบ่งชั้นสัญญาบัตร-ประทวน ปรับระบบยศสอดคล้องหน้าที่
เมื่อเวลา 9.00 น. ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต คณะกรรมาธิการ(กมธ.)กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดสัมมนา เรื่อง การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสัมมนากว่า 1,000 คน โดย มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 กล่าวเปิดงานว่า การปฎิรูปตำรวจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวในการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นไปเพื่อให้เรื่องราวดีขึ้น อย่างไรต้องยอมรับว่า มีข้อร้องเรียนเรื่องการทำงานของตำรวจมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ การเข้าถึงตำรวจในการบริการประชาชนด้วย ซึ่งถ้าหากมีการปฎิรูปก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวว่า ผลการพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูป สตช. ของคณะอนุกมธ.กิจการตำรวจ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพข้าราชการตำรวจมีสาระสำคัญ คือ 1. ปรับปรุงคุณสมบัติของผู้ที่บรรจุเข้ารับราชการตำรวจ โดยต้องผ่านการฝึกอบรมพื้นฐานวิชาชีพตำรวจให้มีทักษะอย่างน้อยในระดับเทียบเท่าอนุปริญญาขึ้นไป 2. ยกเลิกการแบ่งชั้นข้าราชการตำรวจระหว่างสัญญาบัตรและประทวน เพื่อให้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจอย่างเท่าเทียม 3. ปรับระบบยศและตำแหน่งของข้าราชการตำรวจให้สอดคล้องกับขอบเขตหน้าที่ อาทิ ดาบตำรวจเป็นนายตำรวจเอก , จ่าสิบตำรวจเป็นนายตำรวจโท , สิบตำรวจเอก-โท-ตรี เป็นนายตำรวจตรี , ผู้บังคับหมู่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและเจ้าหน้าที่ชำนาญการ เป็นต้น 4.ปรับระบบการประเมินและการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนและการเลื่อนตำแหน่งเป็นไปตามคุณธรรมและความสามารถ 5.ข้าราชการตำรวจระดับปฏิบัติการขึ้นไปทุกนายจะต้องเข้าถึงความรู้ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจและกองบัญชาการศึกษา 6.นำส่วนราชการที่เกี่ยวกับการศึกษามารวมอยู่ด้วยกันทั้ง รร. นรต. , บช.ศ. และ วจ. และ 7.การจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับการพัฒนาศักยภาพในทุกระดับ
พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดีสตช.กล่าวว่า การพัฒนาระบบงานสอบสวนต้องยกระดับ เพื่ออำนวยความยุติธรรมในชั้นตำรวจ ที่ผ่านมามีปัญหาทำให้ไม่สามารถเดินหน้าได้ จึงควรให้พนักงานสอบสวนเป็นบุคคลที่เทียบเท่าอัยการ และศาล มีค่าตอบแทนเท่ากับพนักงานอัยการ รวมถึงปรับแท่งตำแหน่งพนักงานสอบสวนให้เป็นตำแหน่งเทียบเท่ารองสารวัตรถึงผู้บัญชาการ ส่วนการบริหารงานด้านระบบการสอบสวน สตช.ที่จัดไว้ที่สถานีตำรวจ และมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้พนักงานสอบสวนที่เข้าเวรรับผิดชอบคดีทั้งหมด ทำให้งานสอบสวนติดอยู่กับพนักงานสอบสวนเพียงคนเดียว จึงไม่สามารถรับแจ้งความหรือทำคดีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเกิดปัญหาไม่รับแจ้งความ ประชาชนไม่มีทางเลือก ดังนั้นควรปรับให้ในชั้นตำรวจให้สามารถรับแจ้งความหรือรับคดีได้ 100เปอร์เซ็นต์ ประชาชนจะได้เข้าถึงได้โดยง่าย ทั่วถึง โปร่งใส และควรให้มีการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นสอบสวน
ส่วน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวว่า การกระจายอำนาจการบริหาราชการ โดยกำหนดให้ สตช.เป็นส่วนราชการมีฐานะเทียบเท่ากับกระทรวง แต่ยังคงใช้ชื่อว่า สตช. อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และให้ตัดบทบัญญัติหรือข้อยกเว้นที่ให้อำนาจ ผบ.ตร.ในการแทรกแซงแก้ไขหรือระงับการใช้อำนาจของอธิบดีหรือใช้อำนาจนั้นด้วยตนเอง ในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการภายในของแต่ละกรม รวมถึงกำหนดให้ส่วนปฏิบัติการหลัก ที่ดูแลความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินประชาชนโดยตรง เป็นส่วนราชการระดับกรมและมีฐานะในนิติบุคคล นอกจากนั้นกำหนดให้มีการปรับเกลี่ยกำลังพล ลดขนาดหน่วยงานในส่วนกลาง และจำนวนตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูง โดยยุบเลิกตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ10 ) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. ตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร. และตำแหน่งเทียบเท่า รวมถึงตำแหน่ง ผบช. ประจำ สนง..ผบ.ตร. ออกทั้งหมด
พล.ต.อ. วัชรพล กล่าวอีกว่า สำหรับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจมีการปรับปรุง ดังนี้ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีนายกฯ เป็นประธานกรรมการ ก.ต.ช.ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่คัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ตามหลักการและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบของ ก.ต.ช. รวมถึงการพิจารณาการตั้งของบประมาณของส่วนราชการของ สตช. ก่อนเสนอรัฐบาลพิจารณา ส่วนคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ปรับเปลี่ยนให้ ผบ.ตร.เป็นประธาน ก.ตร. อย่างไรก็ตามหน้าที่ของ ก.ตร. ในการพิจารณาแต่งตั้งได้ถูกตัดทิ้งออกทั้งหมด และให้ ก.ตร. มีเพียงอำนาจในการกำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง โยกย้าย รวมถึงควบคุมดูและการใช้อำนาจแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชาหัวหน้าส่วนราชการตามหลักการที่กำหนด





