วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เผย‘วิจัย-ทุนมนุษย์’ระดับต่ำ ฉุดแข่งขันคุณภาพสินค้าไทย

กนง.ออกรายงานนโยบายการเงินเดือนมิ.ย. 2558 วิเคราะห์“ปัญหาเชิงโครงสร้างการส่งออกสินค้าไทย” ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงในช่วง 3 ปี

คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ออกรายงานนโยบายการเงินเดือนมิ.ย. 2558 โดยวิเคราะห์“ปัญหาเชิงโครงสร้างการส่งออกสินค้าไทย” ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงในช่วง 3 ปี มีรายละเอียดดังนี้

การชะลอตัวของการส่งออกในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นอกจากจะได้รับผลจากแนวโน้มการค้าโลกที่ชะลอตัวซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกแล้ว ภาคการส่งออกสินค้าของไทยยังประสบกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในหลายประการที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกของไทยที่ฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค 

อีกทั้งยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดโลกลดลงตามลำดับ ซึ่งต่างจากประเทศจีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรณีของมาเลเซียและอินโดนีเซียแม้ในระยะหลังมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง แต่เป็นผลจากสินค้าโภคภัณฑ์ในกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักมีราคาปรับลดลงเป็นสำคัญ

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากปัจจัยภายในประเทศสามารถจำแนกได้ ดังนี้

1. ปริมาณการส่งออกสินค้าขยายตัวในอัตราต่ำกว่าอดีต อันเกิดจากขาดการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตใหม่มาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา การเข้ามาลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ (FDI)มีแนวโน้มชะลอลงในหลายอุตสาหกรรม สวนทางกับประเทศอื่นในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งอาศัยข้อได้เปรียบทั้งด้านค่าแรงที่ต่ำกว่าไทย ปริมาณแรงงานที่มีจำนวนมาก ตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ และทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีเป็นจำนวนมาก ทำให้สามารถดึงดูดการลงทุนของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน กระแสการออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของผู้ประกอบการไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้น อาทิ ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ซึ่งเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศทำให้ไม่สามารถขยายการลงทุนขนาดใหญ่ได้เช่นในอดีต รวมทั้งอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ได้ขยายกำลังการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนามและกัมพูชาที่มีค่าแรงถูกและมีข้อได้เปรียบด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าไทย อาทิ สิทธิ Generalized Scheme of Preferences (GSP) และ Free Trade Agreement (FTA) กับประเทศต่างๆ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าดังกล่าวจากไทยมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงเป็นลำดับ

2. คุณภาพสินค้าส่งออกของไทยพัฒนาค่อนข้างช้าเทียบกับภูมิภาค โดยดัชนีความซับซ้อนของสินค้าส่งออก (Export Sophistication Index) ของไทยที่ปรับลดลงในระยะหลัง ขณะที่ดัชนีฯของจีนและเวียดนามปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพที่ลดลงของไทย รวมทั้งชี้ให้เห็นว่าไทยพึ่งพาสินค้าส่งออกที่ไม่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าดังกล่าวมักเผชิญการแข่งขันด้านราคาสูง และปริมาณการส่งออกมักอ่อนไหวกับต้นทุนค่าแรง อัตราภาษี และอัตราแลกเปลี่ยน อาทิ สินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป 

นอกจากนี้ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยส่งออกเป็นสินค้าที่ความต้องการของโลกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ได้แก่ Hard Disk Drive รวมทั้งไทยมีแนวโน้มส่งออกรถยนต์ในกลุ่ม Eco-car เพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าประเภทนี้มีราคาต่อหน่วยไม่สูง ทำให้แม้ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าการส่งออกในภาพรวมอาจเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

ปัญหาด้านคุณภาพสินค้าส่งออกของไทยที่พัฒนาช้ามีสาเหตุสำคัญมาจาก

การพัฒนาศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาของไทยมีความก้าวหน้าน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือไทยไม่ได้ให้ความสำคัญของการวิจัยและพัฒนามาเป็นเวลานาน ขณะที่ประเทศอื่น

ในภูมิภาคล้วนให้ความสำคัญและเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัยอย่างต่อเนื่องโดยมีภาครัฐเป็นตัวนำ 

รายงาน Global Competitiveness Report สำหรับปี 2557-2558 ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวอย่างชัดเจน คุณภาพของสถาบันและความพร้อมของบุคลากรในสาขาอาชีพวิจัยและพัฒนาของไทยกำลังตามหลังประเทศในภูมิภาค อีกทั้งไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการวิจัย ทั้งกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดและนโยบายภาครัฐที่มีแนวทางการส่งเสริมนวัตกรรมที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

คุณภาพทุนมนุษย์ของไทย ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ดัชนีทางด้านทุนมนุษย์ในปี 2558 พบว่าไทยอยู่อันดับที่ 5 จาก 12 ประเทศทั่วโลก และมีคะแนนต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ

ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียอยู่มาก แม้ไทยจะมีคะแนนสูงกว่า เวียดนาม จีน และอินโดนีเซีย แต่ก็สูงกว่าไม่มากนัก

ขณะที่ประเทศเหล่านี้มีจำนวนประชากรมากกว่าไทยหลายเท่า สะท้อนให้เห็นคุณภาพการศึกษาและทักษะของแรงงานไทยที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา ซึ่งปัจจัยด้านคุณภาพของทุนมนุษย์นี้มีส่วนอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพสินค้าส่งออก (Export Sophistication) และมีผลต่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในสาขาที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอีกด้วย

กล่าวได้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยนั้นได้เกิดขึ้นและสั่งสมมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เริ่มส่งผลให้เห็นชัดเจนในปัจจุบัน เมื่อผนวกกับปัญหาเชิงโครงสร้างของการค้าโลกที่ทำให้ปริมาณการค้าระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง ส่งผลให้แนวโน้มอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกของไทยไม่สามารถกลับไปขยายตัวในอัตราสูงเช่นในอดีต 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างของการค้าโลกนั้นเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในเป็นสิ่งที่ไทยสามารถดำเนินการแก้ไขได้แม้ต้องอาศัยเวลา ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือภายใต้แผนการปฏิรูปที่ชัดเจนและสอดรับกันในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาควิชาการที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยและวางแนวทางให้ชัดเจน การสนับสนุนของภาครัฐในการพัฒนาแรงงาน การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตและคุณภาพสินค้า พร้อมทั้งภาคเอกชนที่มีความตื่นตัวในการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตและคุณภาพสินค้าของตนเพื่อก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคาในระยะยาว 

หากปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังแล้ว คงเป็นการยากที่ภาคการส่งออกของไทยจะกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นในอดีต ซึ่งจะลดศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว