"สัญญา" ปลัดกทม. ยันเร่งพัฒนาระบบระบายน้ำ พร้อมรับเสียงติ-ชมเป็นกำลังใจทำงาน
นายสัญญา ชีนิมิตร ปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวในรายการ “ชั่วโมงที่ 26” ทางสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลนาว 26 เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ว่า เหตุการณ์ฝนตกเมื่อ 10-20 ปีที่แล้วมีน้ำท่วมที่รุนแรงมากขนาด 40-50 เซนติเมตร น้ำได้ท่วมขังหลายวันเป็นสัปดาห์ แต่ปัญหาน้ำท่วมปัจจุบันมีการท่วม 10-20 เซนติเมตรอาจจะส่งผลกระทบกับการจราจร แต่ถ้ามีปริมาณฝนตก 140 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ในพื้นที่ต่างจังหวัด คงจะมีน้ำป่าไหลหลากไปแล้ว แต่ฝนที่ตกในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เข้าไปในาบ้านประชาชน แต่มีน้ำอยู่บนพื้นผิวจราจร และในพื้นที่ลุ่มต่ำเท่านั้น โดยฝนที่ตกในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นอาจส่งผลกระทบกับการจราจรในการเดินทาง แต่กทม.ก็ไม่ได้อยู่นิ่งเพราะมีการพัฒนาระบบระบายน้ำทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว แต่เมืองมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกจุด
นายสัญญา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในแผนแม่บทการแก้ปัญหาน้ำท่วมอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องสาธารณูปโภค งบประมาณ หรือการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ แต่ปัจจุบันการดำเนินการของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ได้เน้นเรื่องการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ อาทิ อุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อ อุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน เพื่อระบายน้ำออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก โดยในช่วงที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เข้ามาทำงานเป็นผู้ว่าฯกทม.สมัยแรกในปี 2552 ในขณะนั้นเมื่อฝนตกลงมา 100 กว่ามิลลิเมตร ต้องใช้เวลาระบายน้ำถึง 2 วัน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างมาก แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะเป็นการพัฒนาระบบระบายน้ำที่เห็นได้ชัด
นายสัญญา กล่าวอีกว่า กทม.มีการพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมในกรุงเทพฯมาโดยตลอด ซึ่งพื้นที่ทางกายภาพของกรุงเทพฯเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยถนนสุขุมวิทที่เป็นพื้นที่ต่ำที่สุดใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนถนนเพชรบุรีก็เช่นกัน ซึ่งถนนเหล่านี้อยู่ใกล้กับคลองแสนแสบตลอดเส้น จึงต้องมีการสูบน้ำเพื่อให้มีการระบายน้ำลงคลองให้เร็วที่สุด สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เป็นอุปสรรคในการเร่งระบายน้ำในพื้นที่ ซึ่งอุโมงค์ระบายน้ำก็เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาในภาพรวม ถ้าในปี 2554 ถ้าไม่มีอุโมงค์ระบายน้ำกรุงเทพฯจะจมไปทั้งเมือง นอกจากนี้การลำเลียงน้ำขณะนี้เริ่มจาดตะแกรงรับน้ำริมถนน ก็มีอุปสรรคตั้งแต่มีขยะ เศษใบไม้ ส่วนในระบบท่อก็พบว่าการค้าขายริมฟุตบาทมีการทิ้งไขมันจนแข็งตัว ทำให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำหายไป
นายสัญญา กล่าวด้วยว่าทั้งนี้ เมื่อฝนตกเกิน 60 มิลลิเมตร ในพื้นที่ลุ่มต่ำอาจจะต้องใช้เวลาระบาย 1-2 ชั่วโมง แต่ถ้าพื้นที่ใดมีระบบระบายน้ำที่สมบูรณ์ก็จะใช้เวลาระบายไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่อาจจะกระทบการเดินทาง แต่ประชาชนก็สามารถรับการแจ้งเตือนในช่องทางสาธารณะต่างๆได้ หรือเปลี่ยนการเดินทางไปรถไฟฟ้า รถเมล์ รถแท็กซี่ แทนการขับรถยนต์ส่วนตัว เพื่อทำให้พื้นผิวจราจรโล่งขึ้น ส่วนการดูงานที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ผ่านมาก็พบว่าประเทศเนเธอร์แลนด์มีพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลคล้ายกรุงเทพฯ กทม.ก็ใช้แนวป้องกันน้ำท่วมเป็นระบบปิดล้อมเช่นเดียวกับประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้วยกายภาพที่เหมาะสมในภูมิประเทศของเรา และมีการพัฒนาระบบในเชิงบูรณาการไปด้วย
“ผมทำแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปี 2535 ระยะทาง 70 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเป็นสิบๆปี เพราะมีการพัฒนามาตลอด ถ้าปี 2554 เราไม่มีแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯคงน้ำท่วมหมดทั้งเมือง”นายสัญญา กล่าว
ปลัดกทม. กล่าวด้วยว่า ในประเทศเนเธอร์แลนด์มีการสร้างสนามฟุตบอล สนามบาสเก็ตบอล หรือสนามเด็กเล่นซึ่งถูกสร้างให้ต่ำกว่าพื้นผิวของพื้นที่ปกติและมีการสร้างบันไดลงไป เวลาฝนตกจะใช้สนามเหล่านี้ในการระบายน้ำจากผิวจราจรไปใส่ให้เป็นแก้มลิงในตัว เพื่อใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์หลากหลายยิ่งขึ้น โดยในกรุงเทพฯก็มีพื้นที่ที่แก้มลิงในสวนสาธารณะในควบคุมปริมาณน้ำในพื้นที่นั้นทุกฤดูกาล ซึ่งเป็นแนวคิดที่กทม.จะทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ถ้าปริมาณฝนมาตามปกติก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นพายุเข้ามาอาจจะต้องมีการทำแผนป้องกันภัยทั้งขณะก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุเช่นเดียวกับปี 2554
“ถ้าปริมาณฝนมาเกินกว่าระบบที่มีน่าจะเป็นปัญหาแน่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนทั่วโลกถึงแม้จะมีการพัฒนาแล้ว แต่ถ้ามีพายุที่ก็เอาไม่อยู่ เพราะถ้ามีพายุใหญ่ฝนตกเป็นวันระดับ 200-300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ก็จะมีผลกระทบกับทั้งเมืองหรือภาพรวมทั้งหมด แต่เราก็จะมีการเตือนภัยไว้อยู่แล้วในการเตรียมรับมืออุทกภัย”ปลัดกทม. กล่าว
ผู้ดำเนินรายการถามว่า คนกรุงเทพฯบางคนออกมาบ่นการทำงานของกทม. ของเจ้าหน้าที่ หรือนโยบายการแก้ปัญหาว่า มีผลต่อความรู้สึกของคนทำงานบ้างหรือไม่ นายสัญญา กล่าวว่า“ก็มีบ้าง แต่ต้องอดทนในการทำงาน เรามาอยู่ตรงนี้แล้ว จะท้อไม่ได้ เพราะถ้าท้อจะมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ต้องทำความเข้าใจ ต้องทำให้เต็มที่ที่สุด ถือว่าคำติชมเป็นกำลังใจ หรือเป็นข้อแนะนำที่ดีสำหรับการทำงานของเรา ที่จะมาพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น คล้ายๆว่าคำติชมเป็นคำแนะสิ่งที่เราขาดตกบกพร่อง เติมเข้าไปให้เต็ม ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีในการเตรียมความพร้อมในการทำงานเพื่อประชาชน”





