ผบ.ตร.ย้ำขอใช้ ม.44 ปราบเด็กแว้น จ่อร่วมถกคดียูฟันที่มาเลย์เดือนหน้า
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)- จากกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีคำสั่งให้ติดตามตัวมือดีโพสข้อความว่าจะมีการปฎิวัติซ้อนบนโลกโซเชียลนั้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวว่า ท่านไม่ได้สั่งการ แต่มีคำสั่งให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ไปตรวจสอบว่ากรณีที่มีการโพสข้อความเรื่องการปฎิวัติซ้อนว่า ใครเป็นคนโพส ถ้าการโพสข้อความเหล่านั้นสร้างความตระหนกตกใจ หรือความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชน หรือสร้างปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง ก็จะดำเนินคดีข้อความที่โพสหรือเผยแพร่ถ้าไม่เป็นความจริง มีความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่ากรณีใดที่พี่น้องประชาชนหรือคนที่หลงผิดเข้าใจผิดแล้วใช้สื่อโซเชียลหรือสื่อใดๆก็แล้วแต่ ก่อให้เกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเข้าใจผิด มีผลกระทบเทือนด้านใดๆก็ตามที่เป็นความติดตามกฎหมาย ต่อไปนี้ บก.ปอท.ตรวจสอบและดำเนินคดีทุกราย เช่น ส่งข้อความเรื่องด่านความมั่นคงก็จะถูกดำเนินคดี ทุกๆ เรื่องที่เกิดจากความคึกคะนอง ความเข้าใจผิด หลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการ สนุกสนาน ว่าสิ่งเล่านี้มีความผิดตามกฎหมาย เพราะการกระทำเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ คึกคะนอง สนุกสนาน ทุกกรณีไม่เฉพาะปฎิวัติซ้อน ส่วนบทลงโทษการโพสข้อความอันเป็นเท็จ ไม่เป็นความจริงผ่านทางโซเชียลมีเดียแล้วทำให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิดหรือทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ก็จะต้องถูกดำเนินคดี และในส่วนของข้อมูลเบาะแสของผู้โพส เป็นหน้าที่ของ ปอท.ที่จะต้องตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีกลุ่มที่ต้องการยั่วยุสร้างความรุนแรงต่อเหตุการณ์ ผบ.ตร.กล่าวว่า เท่าที่ได้ฟังมา ไม่มี จากการตรวจสอบฝ่ายข่าว ฝ่ายความมั่นคงแล้ว ไม่มีมูลใดๆเกี่ยวกับการปฎิวัติซ้อน ได้คุยกับเพื่อนๆน้องๆนายทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ ไม่มีการพูดคุยหรือเหตุผลหรือเรื่องราวเกี่ยวกับการปฎิวิติซ้อน เป็นเรื่องของความคึกคะนองของคน คนที่โพสคิดว่าสิ่งที่โพสจะทำให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิด เกิดความแตกแยก และเชื่อว่าน่าจะได้ต้ว
ส่วนกรณี พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร.ได้เชิญให้ร่วมเดินทางไปทำคดียูฟันที่ประเทศมาเลเซียนั้น ผบ.ตร.กล่าวว่า ในเบื้องต้น พล.ต.ท.สุวิระ มารายงานว่าคดีนี้มีความเกี่ยวพันกับประเทศมาเลเซีย อยากให้เดินทางไปร่วมประชุมกับอธิปดีกรมตำรวจมาเลเซีย ให้เตรียมตัวไว้อีกประมาณเดือนหน้าจะเดินทางไป ซึ่งยังไม่ได้คุยถึงรายละเอียดในการเดินทางไปมาเลเซียในครั้งนี้ ส่วนการดำเนินคดีระหว่างประเทศก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ถ้าเป็นที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศก็จะใช้ทุกวิถีทางในการขอความร่วมมือไปดำเนินคดี ต้องใช้วิธีการการทูต การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ส่วนถ้าเป็นความผิดที่เกิดในประเทศมาเลเซีย ต้องให้ทางการดำเนินคดี เพราะเป็นความเสียหายในประเทศนั้น
ส่วนข้อมูลของทาง ปปง.ที่อายัตทรัพย์สิน จะต้องส่งให้ทางการมาเลเซียหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า กฎหมายบ้านเราก็ต้องใช้ในประเทศ แต่ถ้าเป็นความผิดในประเทศนั้นก็ต้องใช้กฎหมายทางประเทศนั้น ส่วนข้อมูลจะมีการประสานงานกันเพื่อจะดำเนินการได้ถูกต้องชัดเจน
ส่วนเมื่อวานนี้มีการประชุมเรื่องเด็กแว้นที่กระทรวงยุติธรรมในส่วนที่การเตรีนมนำมาตรา 44 มาใช้ ในเรื่องของการปราบปรามหรือเร่งรัดกฎหมาย ควบคุมพฤติกรรมของเด็กหรือผู้ปกครอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เมื่อวานนี้ได้ไปร่วมประชุมจากผู้ร่วมประชุม 64 หน่วยงาน ได้บทสรุปว่า การดำเนินการกับเด็กแว้นจะมี 3 ขั้นตอน ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ในส่วนระยะสั้นจะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดำเนินการ ได้มอบนโยบายให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ไปดำเนินการ เบื้องต้นได้สั่งการให้ทุก บก.ในเขตนครบาล และจ.ปริมณฑล ให้จัดชุดพิเศษขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับเด็กแว้นโดยเฉพาะชุดละ 50 นาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจ มีการประสานงาน ร่วมกันทำงานทุกวัน จะได้มีความเข้าใจ ถ้ามีการสับเปลี่ยนกำลังบ่อย ความเข้าใจ ความคล่องตัวจะไม่ดีพอ
เพราะตำรวจต้องไปตั้งด่านตั้งแต่ 23.00 น.ถึง 06.00 น. ต้องกลับมาทำหน้าที่อำนวยสะดวกการจราจรหรือสายตรวจอีกก็จะทำให้เกิดความอ่อนล้า ปฏิบัติหน้าที่ไม่เต็มที่ แต่ถ้ามีชุดปฎิบัติงานโดยเฉพาะจะทำให้ขีดความสามารถ ความเข้าใจ ประสบการณ์ ความคล่องตัว การประสานงานจะทำได้ดี ส่วนระยะกลาง จะมีการพิจารณาว่าหน่วยงานไหนที่เข้ามาเกี่ยวข้องและมีการปรับปรุงอะไรหรือไม่ ระยะยาว จะมาดูเรื่องกฎหมาย จะต้องลงโทษกับใครบ้าง ลงโทษกับเยาวชนเพื่อจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิม 15 วัน เปลี่ยนเป็น 1 เดือนหรือ 2 เดือน ต้องดูว่าการที่นำตัวเยาวชนไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือทัศนคติเป็นเวลานานจะกระทบกระเทือนการศึกษาหรือไม่
ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องที่ รมต.ยุติธรรมได้วางกรอบไว้ ที่ชัดเจนก็ในส่วนของ ตร.ให้มีชุดปฎิบัติการณ์แต่ละ บก.ให้ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ ซึ่งต่อไปนี้ปัญหาเด็กแว้นไม่ใช้เฉพาะ ตร.เท่านั้นที่จะแก้ปัญหา ทุกๆหน่วยงานที่เกียวข้องมีส่วนที่จะต้องแก้ปัญหา ก็จะรวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้ามาร่วมแก้ปัญหาด้วย การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทำมาโดยตลอดแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เยาวชนเหล่านี้อาจคิดว่าบทลงโทษมันน้อยหรือวิธีการเดิมๆแค่บังคับใช้กฎหมาย แต่ไม่มีวิธีการปรับทัศนคติ ค่านิยม ซึ่งเด็กจำพวกนี้อาจะมีปมด้อย เช่น เรียนไม่เก่งจึงต้องออกมาปลดปล่อย
แต่เด็กที่เรียนเก่งก็ไม่มาทำเพราะมีวิธีการในการแสดงออก โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งว่าให้ดำเนินการให้เร็วที่สุด ทั้งเรื่องเด็กแว้นและจำหน่ายสุราใกล้สถานศึกษาจะต้องให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในสิ้นเดือนนี้ ภายในสิ้นเดือนนี้ พรบ.ต่างๆไม่สามารถแก้ได้เลย จึงมีการพูดถึงว่า ควรจะมีการนำมาตรา 44 มาใช้หรือไม่ ท่านนายกก็พูดมาตลอดว่า ถ้าจะใช้ ใช้แล้วต้องเกิดประโยชน์ และไม่มีหนทางอื่นมาทำให้เกิดประโยชน์โดยเร็วโดยพลัน ที่ตนเคยสนับสนุนให้ใช้มาตรา 44 กับเด็กแว้นและจำหน่ายสุราใกล้สถานศึกษาก็เพราะว่า เราไปแก้กฎหมายตามเงื่อนเวลาที่ที่กำหนดไว้ ก็จะไม่ทันการณ์ ส่วนความรวดเร็วและใจ คงต้องเป็นมาตรา 44 จึงสนับสนุนท่านนายกให้แก้ปัญหาด้วยมาตรา 44





