"ไพบูลย์"ลุยแก้ปัญหาเด็กแว้นท์ ระบุพ่อแม่รู้เห็นปล่อยลูกซิ่งรถยามวิกาลต้องรับโทษอาญา สั่งไอซีที-สตช.เกาะติดการนัดแว้นท์ผ่านโซเซียลมีเดีย
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับ 40 หน่วยงาน เพื่อแก้ปัญหาเยาวชนแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษา อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง พล.อ.ไพบูลย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปในส่วนเด็กแว้นจะแบ่งกลุ่มงานออกเป็นกลุ่มผู้ปกครองที่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดต้องถูกลงโทษอย่างหนัก เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการลงโทษผู้ปกครองทั้งที่มีกฎหมายบังคับใช้ แต่เจ้าหน้าที่อ้างความเห็นอกเห็นใจ หลังจากนี้หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับการกระทำผิดต้องได้รับโทษ โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกฎหมายยังไม่เข้มงวดจะแก้กฎหมายเพิ่มโทษให้หนักขึ้น สำหรับผู้ปกครองที่ไม่รู้เห็นหรือไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดต้องเข้าร่วมกระบวนการแก้ไขพฤติกรรมของเด็ก หากพบว่าบุตรหลายกระทำผิดซ้ำผู้ปกครองต้องรับโทษด้วย
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนร้านจำหน่วยอุปกรณ์และตกแต่งรถได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลสถานประกอบการ หากพบว่ามีการส่งเสริมให้เกิดการแข่งรถจะถูกยึดใบอนุญาต ขณะที่ร้านแต่งรถรายย่อยสั่งการให้กรมสรรพากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบพร้อมประเมินภาษี รวมถึงสอดส่องว่ามีการสนับสนุนให้มีการแข่งรถหรือไม่ หากพบว่ามีส่วนสนับสนุนต้องปิดกิจการทันที นอกจากนี้จะเสนอให้แก้กฎหมายเพื่อควบคุมการแข่งรถตั้งแต่ขั้นตอนการตระเตรียม การนัดชุมนุมเพื่อเตรียมการแข่งรถ โดยศึกษาจากข้อบกพร่องของราชพฤกษ์โมเดล ซึ่งกระทรวงไอซีทีและสตช.มีหน่วยเฝ้าระวังการนัดแนะการรวมตัวแข่งรถของเด็กแว้น ที่ผ่านมาสามารถสกัดจับได้จำนวนมาก ส่วนจะใช้มาตรา 44 หรือไม่ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปตรวจสอบกฎหมายในความรับผิดชอบของตัวเอง หากขั้นตอนจำเป็นต้องแก้กฎหมายที่เป็นพ.ร.บ.จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 เดือน ซึ่งทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันที ดังนั้นจะเสนอให้นายกฯใช้มาตรา 44 โดยสัปดาห์จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
"ปัญหาเด็กแว้นท์กับจำหน่ายสุรารอบสถานศึกษาเป็นเรื่องที่ประชาชนเฝ้ามองว่ารัฐบาลจะแก้อย่างไร จากการประชุมทุกหน่วยงานยืนยันว่ากฎหมายไม่มีข้อบกพร่อง ชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานย่อหย่อนต่อหน้าที่ หลังจากนี้คงไม่ต้องบอกว่าใครมีหน้าที่ต้องทำอะไร ทุกหน่วยต้องขันน็อต หากไม่ทำก็ต้องลงโทษเจ้าหน้าที่ เช่นเดียวกับการลงโทษผู้ปกครองกรณีเด็กแว้นท์" พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมมอบกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้ทุกโรงเรียนชี้แจงทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครองว่าการปล่อยให้ไปแข่งรถยามวิกาลเป็นความผิดที่ผู้ปกครองต้องร่วมรับโทษ แต่เนื่องจากเด็กแว้น 60 - 70 % อยู่นอกสถานศึกษา จึงมอบให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปทำทะเบียนเพื่อตรวจสอบโดยเฉพาะรายที่กระทำผิดซ้ำ นอกจากนี้ยังได้ขอหารือกับกรุงเทพมหานครเพื่อจัดพื้นที่ลานออกกำลังกายหรือสร้างกิจกรรมเชิงบวกให้เห็นมีตัวเลือกในการแสดงออก จูงใจไม่ให้ไปแข่งรถช่วงยามวิกาล
สำหรับการแก้ไขปัญหาจำหน่ายสุรารอบสถานศึกษา พบว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น จึงส่งเรื่องให้สำนักงานกฤษฎีกาพิจารณาว่ายังมีจุดบกพร่องในส่วนใด เช่น การขออนุญาตเปิดหอพัก การขายสุราให้เด็ก การเปิดสถานบริการเกินเวลา โดยที่ประชุมผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการเสนอให้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีห้ามไม่ให้มีสถานบริการและสถานบันเทิงในระยะ 300 เมตร จากสถานศึกษา แต่กทม. โต้แย้งว่ากฎหมายเดิมกำหนดระยะห่าง 500 เมตรจากสถานศึกษา ยังถูกตีกลับไม่มีผลบังคับใช้ ตนจึงสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไร เบื้องต้นมีข้อเสนอให้กรมสรรพสามิตถอนใบอนุญาตกับสถานบริการที่เปิดเกินเวลาและจำหน่ายสุราให้เด็ก โดยให้ยึดใบอนุญาตเป็นเวลา 5 ปี และห้ามขอใบอนุญาตซ้ำอีก





