(รายงาน) "สมัชชาสุขภาพ" รากฐาน ประชาธิปไตย "ร่วมไตร่ตรอง"
เนื่องในโอกาส 9 ปีของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ปีนี้ได้มีการเปิดเวทีเสวนา 3 วัน ระหว่างวันที่ 10-12 มิ.ย. โดยเชิญองค์กรภาคสังคมและสาธารณสุข 11 หน่วยงานมาร่วมกันถกประเด็นปฏิรูประบบสุขภาพและประชาธิปไตย ซึ่งในการเสวนาวันแรก วงถกเรื่อง “ปฏิรูประบบสุขภาพและชีวิต ปฏิรูปจิตสำนึกประชาธิปไตย” ต่างเห็นพ้องว่ารากฐานของสมัชชาสุขภาพจะนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยยุคใหม่
นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) บอกว่า การปฏิรูประบบสุขภาพเป็นระบบที่มีความก้าวหน้า หากเปรียบเทียบกับระบบอื่นๆ เช่น ระบบการศึกษาที่ยังดิ้นรนอยู่กับปัญหาความทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งระบบสุขภาพก้าวข้ามผ่านเรื่องเหล่านี้ไปมากแล้ว อีกทั้งยังมีการสร้างรูปแบบการมีส่วนร่วม โดยธรรมนูญสุขภาพ การประเมินผลกระทบสุขภาพ และกระบวนการสมัชชาสุขภาพ
ทั้งนี้ การปฏิรูปสุขภาพ ถือว่าเป็นปฏิบัติการทางการเมืองที่มีการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ถกเถียง เพื่อให้ได้ข้อตกลง ในรูปแบบของสมัชชาสุขภาพ ประเด็นสำคัญ คือ จะเปิดพื้นที่อย่างไรที่จะทำให้มีการเคารพในความเห็นต่างกันได้ มากกว่าการใช้วิธีเดิมๆ ซึ่งจะนำไปสู่ ประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองที่ในประเทศไทยไม่ค่อยมี
“สมัชชาสุขภาพเป็นตัวสำคัญ เพราะเมื่อก่อนเราจะออกกฎหมายอะไรต้องมีกระทรวง ทบวง กรมเป็นเจ้าของเรื่อง จึงจะเสนอเรื่องเข้า ครม.ได้ แต่พอมีสมัชชาสุขภาพ ไม่ต้องมีกระทรวงเป็นเจ้าของเรื่อง เราเป็นประชาชนก็เสนอวาระเข้ามา กรรมการคิดว่าวาระนั้นมีข้อมูลเพียงพอก็ถกแถลงและออกมาเป็นมติได้ จากนั้นเสนอเข้าครม. คือ พลเมืองสามารถริเริ่มกระบวนการแล้วสิ้นสุดเป็นกฎหมายได้”
ทั้งนี้ การที่นำคนได้มาถกแถลงจะเกิดประโยชน์ ดังนี้ 1.เพื่อให้นโยบายมีความชอบธรรม เพราะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ทำให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน
2.เพื่อส่งเสริมให้เกิดนโยบายที่มีรากฐานจากจิตสาธารณะที่จะช่วยกระตุ้นความร่วมมือร่วมใจในกิจการเพื่อสาธารณะ 3.เพื่อส่งเสริมการยอมรับและการเคารพซึ่งกันและกันของผู้เกี่ยวข้อง แม้จะมีความคิดเห็น ผลประโยชน์ หรือจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันก็ตาม และ 4.เพื่อยกระดับคุณภาพการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายโดยการมีกระบวนการถกเถียงที่เข้มข้นและมีข้อมูลที่เป็นจริงรองรับ
ด้าน นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ประชาธิปไตยจะไปได้ดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณภาพประชาชน ถ้าจะทำให้ประชาธิปไตยให้ดีขึ้น ไม่ใช่ไปสนใจในด้านระบบเลือกตั้ง ผู้แทน ผู้นำ พรรคการเมือง แต่ต้องสนใจทำให้ประชาชนได้มีความรู้สึก “เป็นเจ้าของ” หรือมีโอกาสได้ “เป็นเจ้าของนโยบายและใช้ทรัพยากร”
"สิ่งที่สมัชชาสุขภาพทำที่เป็นประชาธิปไตยแบบไตร่ตรอง ในความเห็นผม คือ การสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย ไม่ใช่ในโรงเรียนหรือห้องเรียน แต่สร้างจากการทำงาน จนกระทั่งต้องฟังความเห็นคนอื่น เคารพความเห็นคนอื่น และต้องเปลี่ยนความคิดของตนเองบ้าง ถ้าทำได้ก็จะเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มีคุณค่ามาก แต่ประเทศไทยตรงนี้ยังไปไม่พ้นเท่าไร"
เขาเห็นด้วยว่า สมัชชาสุขภาพเป็นสิ่งที่ดีมากที่จะสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย ขณะที่นโยบายสุขภาพที่ดีต้องเป็นนโยบายของสังคม เช่น รณรงค์งดสูบบุหรี่ ซึ่งไม่ได้เป็นนโยบายหรือกฎหมายของรัฐ แต่เป็นเรื่องการรณรงค์สร้างสำนึก
อย่างไรก็ดีเขาบอกว่า นโยบายที่สมัชชาสุขภาพยื่นต่อรัฐบาลทุกปีนั้นกลัวว่าจะเป็นกับดักจึงควรที่จะรณรงค์ให้เป็นนโยบายของสังคมและทำให้เกิดเป็นแนวปฏิบัติของสังคมมากกว่านำอะไรต่อมิอะไรไปยื่นให้กับรัฐบาลหรือออกกฎหมายเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้การกระจายอำนาจก็สำคัญ อาจจะต้องคิดถึงวิธีการทำอย่างไรให้สมัชชาสุขภาพกระจายอำนาจและบทบาทไปตามพื้นที่ต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น
ส่วน นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บอกว่า กระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปวิถีประชาธิปไตย และกำลังมีบทบาทเป็นส่วนหัวขบวนของการเปลี่ยนแปลงประเทศ
ทั้งนี้เขามองเรื่องประชาธิปไตย ประชาสังคม และธรรมาภิบาล เป็นร่างและเงาของกันและกัน จึงเห็นด้วยว่า การปฏิรูปสุขภาพ เป็นกระบวนการและปฏิบัติการทางการเมือง รวมทั้งเป็นปฏิบัติการทางสังคมไปพร้อมๆ กัน
เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการเมืองกับการปฏิรูปสุขภาพนั้นกำลังจะสร้างสิ่งใหม่ที่เรียกว่า “ปฏิรูปการเมืองเชิงคุณภาพ” เป็นการปฏิรูปจิตสำนึกทางการเมืองและจิตสำนึกของความเป็นพลเมือง
เขาเห็นว่า 4 ขบวนใหญ่ของการปฏิรูปสุขภาพซึ่งจะนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย คือ 1.รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมจัดการปัญหาตนเอง เป็นขบวนที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ฐานล่างสุด แข็งแรงสุด ในพื้นที่ และจังหวัดต่างๆ โดยรูปธรรม คือ การจัดองค์กรของประชาชน ชุมชนต่างๆ ในระดับ “รากหญ้า”
2.เอ็นจีโอ องค์กรประชาคม กลุ่มเครือข่าย สมาคมต่างๆ กลุ่มชนชั้นกลาง ทำนโยบายสาธารณะทั้งระดับชาติและชุมชนท้องถิ่น 3.กลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่มีการตื่นตัวทางการเมือง ตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นกลุ่มที่เกิดจากภาคธุรกิจ ภาคสังคมต่างๆ และ 4. คุ้มครองผู้บริโภค เป็นขบวนที่เติบโตแข็งแรงเร็ว แต่จะเป็นบันไดหรือประตูที่สำคัญในการก้าวไปสู่การเป็นพลเมือง ซึ่งไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร แต่ทั้ง 4 ขบวนนี้ก็จะทำงานต่อไป





