"อภิสิทธิ์"แนะ แก้รธน.ฉบับชั่วคราว เท่าที่จำเป็น ย้ำ “ประชามติ” เป็นหัวใจสำคัญ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 57 ใน 7 ประเด็น ว่า ตนยังไม่เห็นตัวร่างรัฐธรรมนูญ แต่จำเป็นต้องแก้ไขอยู่แล้ว เพราะในเมื่อจะทำประชามติ ตนเข้าใจว่า อะไรที่คณะรัฐมนตรี ( ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มองว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน หรือการวางโครงสร้างก็ต้องแก้ไปพร้อมกัน เพราะฉะนั้นต้องดูรายละเอียดที่เขียนออกมาว่าจะเขียนอย่างไร และกระบวนการทำประชามติ นอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องอยู่ที่เรื่องของคำถามด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขลักษณะต้องห้ามของสนช.ที่เดิมระบุว่า ต้องไม่เคยถูกตัดสิทธิทางการเมือง เป็นการเปิดทางให้คนที่พ้นจากการตัดสิทธิทางการเมือง ไม่มีคดีที่ถูกถอดถอนเรื่องการทุจริตสามารถเข้ามาเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)หรือครม.ได้หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เข้าใจว่าน่าจะเป็นความหมายเรื่องการถูกเพิกถอนสิทธิ และเมื่อการถูกเพิกถอนสิทธิหมดไปแล้ว เช่น ในกรณีที่เกิน 5 ปีแล้วอาจสามารถกลับมาได้ แต่ต้องไปถามรองนายกฯว่าความจำเป็นคืออะไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการกำหนดให้มีสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ไม่เกิน 200 คน โดยเปิดโอกาสให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชุดเดิม สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้ จะขัดแย้งกับหลายฝ่ายที่เสนอตัดทิ้งหรือไม่ ส่วนนี้เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรแก้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้กระบวนการเดินไปได้ตามโรดแม็พ ตามเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้นเรื่องการทำประชามติถือเป็นหัวใจสำคัญ อะไรที่เป็นอุปสรรคในการทำงานของสนช.และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญให้เกินเลยไปกว่านั้น เพราะรัฐธรรมนูญที่จะต้องแก้ไขนั้นจะต้องให้สนช.พิจารณาโดยรวดเร็ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ยังมีการเปิดให้สปช.และสนช.สามารถถามคำถาม นอกเหนือจากเรื่องรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว มองว่าจะเป็นการสอดไส้คำถามให้นายกฯอยู่บริหารราชการแผ่นดินต่อ 2 ปีหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายกฯไม่ให้พูดเรื่องนี้แล้ว เพราะโดยข้อเท็จจริงโรดแม็พที่มีอยู่สามารถยึดหยุ่นได้ระดับหนึ่ง จึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป และตนเชื่อว่าคสช.สามารถเดินหน้าทำงาน รายงานปัญหาและอุปสรรคให้ประชาชนรับทราบได้ จะทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในประเด็นนี้





