วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

เปิดพื้นที่สร้าง 'การยอมรับ' หนทางทุเลาปม 'แว้น-สก๊อย'

 เปิดพื้นที่สร้าง 'การยอมรับ' หนทางทุเลาปม 'แว้น-สก๊อย'

(รายงาน) เปิดพื้นที่สร้าง "การยอมรับ" หนทางทุเลาปม "แว้น-สก๊อย"

จากปฏิบัติการ “ราชพฤกษ์โมเดล” ปราบกลุ่ม “เด็กแว้น” ซิ่งป่วนเมือง รวมทั้งพวกกองเชียร์ได้กว่า 400 ชีวิต ยึดรถจักรยานยนต์อีกกว่า 200 คัน เมื่อกลางดึกวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ผ่านไปเกือบสัปดาห์ก๊วนแว้นก็ออกมาปิดถนนวิภาวดีประลองความเร็วกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ร้อนถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต้องบูรณาการร่วมกับ 61 หน่วยงานรับมือกับปัญหาดังกล่าวในวันนี้ (9 มิ.ย.) พร้อมกับขู่ใช้ “ยาแรง” โดยมีแนวคิดเพิ่มโทษจราจร และดำเนินการกับผู้ปกครอง เพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนรำคาญและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบนท้องถนน


แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เตรียมสั่งเพิ่มมาตรการ ทั้งการ “อบรม” และการบังคับใช้กฎหมาย


ทั้งนี้จากทั้งสองเหตุการณ์ รวมทั้งท่าทีจากผู้นำรัฐบาลและฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายนั้น สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการ “ปราบปราม” เพียงหวังสกัดปัญหาเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่ทางออกจาก “ปัญหาเด็กแว้น” อย่างยั่งยืน เนื่องจากจับปราบกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยังมีรถซิ่งเต็มท้องถนน จนกลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่ตามแก้ไขกันไม่รู้จักจบสิ้น


ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการด้านอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมองปัญหาเด็กแว้นในมิติทางสังคมและพฤติกรรมวัยรุ่น จึงเสนอแนวทาง “ป้องกัน” ควบคู่ไปกับการปราบปราม ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยทุเลาปัญหาลงได้ไม่มากก็น้อย


เขาบอกว่า ขึ้นชื่อว่าเด็กแว้นก็น่าจะพออธิบายได้ว่าทำไมพวกเขาถึงมีพฤติการณ์ลักษณะนี้ ซึ่งในทางวิชาการมองพฤติกรรมขับขี่รถซิ่งในกลุ่มวัยรุ่นว่าเป็น “วัฒนธรรมรอง”


วัฒนธรรมรองในกลุ่มวัยรุ่นเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาไม่สามารถเข้าสู่ “วัฒนธรรมหลัก” เช่น เรียนหนังสือเก่ง ได้รับการยอมรับจากครู ผู้ปกครอง พวกเขาจึงหันไปหาทางอื่นเพื่อสร้างการยอมรับ


สำหรับสังคมไทย วัฒนธรรมรองในกลุ่มวัยรุ่นที่ชัดเจนที่สุด คือ “เด็กแว้น-สก๊อย” และการยกพวกตีกัน แต่ปรากฏการณ์วัยรุ่นมีอยู่ทั่วโลก เช่น ฮิปฮอป ในสหรัฐ แล้วก็จะหายไปเองเมื่อเด็กเยาวชนเติบโตขึ้น ดังนั้นการแก้ไขแบบให้หมดไปแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะวัยรุ่นเป็นแบบนี้


เขาเห็นว่า ทางที่จะทำได้คือการควบคุมอย่างไรไม่ให้มีสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งวิธีการหนึ่งคือ ควรนำปัญหานี้มาอยู่ “บนดิน” หมายถึงมีการจัดแข่งขันชิงรางวัลมี กฎ กติกา เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อประคับประคองพวกเขาให้ไปในทางที่ถูกที่ควร ซึ่งน่าจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ดีที่สุด


สิ่งที่ตำรวจดำเนินการก็ต้องทำ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความพยายามไปตามร้านแต่งรถจักรยานยนต์ จับกุมรถที่ดัดแปลงตามถนน ก็พอทุเลาลงแต่ก็ไม่ได้เลิกอยู่ดี ควรมีอีกสักทางให้พวกเขา และถ้าควบคุมได้จะดีกว่าหรือไม่


เขาบอกด้วยว่า การเปลี่ยนทัศนคติสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญ เรามีมุมมองต่อเด็กเหล่านี้อย่างไร หรือจริงๆ แล้วเรามองแค่เรื่อง “ฐานะ” ยากจน ร่ำรวย


“ถ้าเราหยุดมองแบบนั้นแล้วมาเริ่มแก้ปัญหา เราอาจได้คนเก่งที่เชี่ยวชาญและหลากหลาย ไม่ใช่มีแต่แพทย์ หรือวิศวกร แต่มีนักแข่งรถ มีนักเทนนิสเก่งๆ ก็เป็นได้”


ขณะที่ นายปณิธาน เหมริด อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์ ปัจจุบันมีอาชีพรับจ้างแต่งเครื่องยนต์รถยนต์กระบะที่ใช้แข่งขันทางเรียบ เล่าว่า การแข่งขันของกลุ่มเด็กแว้นนั้นมีหลายประเภท


ประเภทแรก จะเป็นการประลองความเร็วในกลุ่มเด็กแว้นด้วยกันเองซึ่งจะมีกฎเกณฑ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ใช้ระยะทางสั้นๆ ไม่กี่ร้อยเมตร และอาจจะมีการวางเดิมพัน ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน


ประเภทที่สอง การแข่งระหว่างกลุ่ม เพื่อชิงความเป็นที่หนึ่ง ส่วน ประเภทสุดท้าย คือ การแข่งระหว่างช่างแต่งเครื่อง โดยจะหารถในสังกัดแล้วแต่งเครื่องกันให้เต็มที่ จากนั้นก็นัดมาแข่งกัน แต่ปัจจุบันนี้จะมีการแข่งในสนามแทน ซึ่งมีถ้วยรางวัลเป็นเรื่องเป็นราว


เขามองการแข่งรถตามท้องถนนของกลุ่มเด็กแว้นว่า เขาใจน้องๆ เพราะว่าความเร็วเป็นเรื่องท้าทาย ด้วยความคะนอง และการได้รับการยอมรับในกลุ่มคนวัยเดียวกันหรือสังคมเดียวกัน


“มันจะรู้สึกแบบที่เขาเรียกกันว่ามีพาวเวอร์ขึ้นมาเลย มันเหมือนเราเป็นคนดังเลย ใครๆ ก็อยากเขามาคุย มาทักทาย และก็สาวๆด้วยนะ เขาจะชอบคนที่ขับรถเก่ง”


อย่างไรก็ดีอดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์ฝากเตือนรุ่นน้องว่า สมัยนี้ความอันตรายมีมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพราะแข่งกันเพื่อเงิน มีกลุ่มอิทธิพล มีนักเลงเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนการใช้กฎหมายก็แรงกว่ามาก ฉะนั้นควรที่จะไปแข่งในสนามแข่งขันซึ่งเป็นสถานที่เปิดจะเหมาะสมและปลอดภัยกว่า


อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการนำรถมาแข่งบนถนนคือ ความสะดวกในการซื้อขายรถจักรยานยนต์และการแต่งรถ


พนักงานจัดไฟแนนซ์รถจักรยานยนต์ผู้หนึ่ง บอกว่า การออกรถจักรยานยนต์นั้น ส่วนใหญ่เยาวชนจะใช้ชื่อผู้ปกครอง หรือญาติๆ มาช่วยค้ำประกันในการซื้อ


ส่วนร้านขายรถจักรยานยนต์แต่ละร้านมีการใช้โปรโมชั่นล่อใจด้วยการ “ฟรีดาวน์” (ไม่ต้องวางเงินมัดจำ) ไม่มีค่าใช้จ่ายในการออกรถแต่อย่างใด หรือบางร้านมีการโฆษณาแจกทองคำ หรือแจกเงิน เท่ากับหมายความว่า เดินตัวเปล่าเข้าร้านขายจักรยานยนต์ แถมยังได้เงินใช้กลับไปสบายๆ


แต่ถึงกระนั้นยอดการ “ยึดรถจักรยานยนต์” คืนของไฟแนนซ์ก็สะท้อนพฤติกรรมของวัยรุ่นได้เช่นกัน โดยพบว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจในการที่จะต้องผ่อนส่งมากมายนัก


“ส่วนใหญ่ใช้กันไม่ถึงเดือนก็ให้ไฟแนนซ์ยึดไปแล้วก็ใช้ชื่อคนใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งแฟนสาวไปออกรถคันใหม่ หรือหากมีการถูกจับกุมเกิดขึ้นก็จะไม่มีการติดตามขอรถคืนแต่อย่างใด แต่จะปล่อยทิ้งแล้วให้ไฟแนนซ์ไปติดต่อขอรถคืนเองกับทางตำรวจ"


ส่วนค่าใช้จ่ายในการแต่งรถจักรยานยนต์ที่นิยมทำกัน เขาเล่าว่า อยู่ที่ความต้องการของแต่ละคน ส่วนใหญ่ที่ทำหลักๆ คือเครื่องยนต์ เพื่อเพิ่มความเร็ว มีตั้งแต่ราคาเริ่มต้นที่ 4 พันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับร้านรับแต่งรถและความชำนาญของช่าง


ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น โช๊ค ถ้ามีการเปลี่ยนจะมีราคาอยู่ที่ 8 พันบาทต่อชิ้น ปั๊มลอย จะนิยมใช้ของแท้ ที่เรียกว่า ปั๊มลอยอิตาลี ซึ่งสนราคาอยู่ที่ 3 หมื่นบาท เป็นต้น


ไม่ว่ามุมมองของแต่ละฝ่ายที่มีต่อปัญหาเด็กแว้นจะเป็นอย่างไรแต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่า ปัญหาเหล่านี้กำลังลุกลามและส่อรุนแรงมากขึ้นทุกที โดยเห็นได้จากปัญหาเด็กแว้นที่เกิดขึ้นใน จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา ซึ่งลำพังการเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามนั้นช่วยยับยั้งปัญหาได้เพียงชั่วขณะ เพราะไม่นานหลังจากนั้น ปัญหาเดิมๆ ก็จะวนเวียนอยู่เรื่อยไป