"วิลาศ"ระบุ 2อดีตผู้ว่าฯ เอี่ยวจัดซื้อยาปราบศัตรูพืช มิชอบ พบปัจจุบันนั่งเป็น“สนช.”
นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แถลงถึงกรณีการจัดซื้อจัดจ้างยาปราบศัตรูพืชโดยมิชอบ ที่มีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเกี่ยวข้องว่า หลังจากที่ตนอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเปิดเผยรายชื่อผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสานที่เกี่ยวข้องต่างก็ถูกดำเนินการไปแล้วหลายราย แต่มีนายชาญวิทย์ วสยางกูร อดีตผู้ว่าฯ จ.มุกดาหาร และนายพรศักดิ์ เจียรณัย อดีตผู้ว่าฯ จ.เลย ที่ขณะนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ยังไม่ ปรากฎความคืบหน้าตามที่ตนได้ส่งรายงานการตรวจสอบที่ปรากฎความชัดเจนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด
นายวิลาศ กล่าวว่า การจัดซื้อจัดจ้างยาปราบศัตรูพืชนั้นพบว่ามีการจัดซื้อแพงเกินจริงหลายเท่าตัว และผิดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่ระบุว่าต้องซื้อในราคาท้องตลาดแต่ละพื้นที่ที่เกิดอุบัติภัย ซึ่งพบว่าทั้งประเทศมีการจัดซื้อในราคาสูงถึง 7,800 ล้านบาท จากต้นทุนไม่เกิน 600 ล้านบาท จากงบประมาณฉุกเฉินและจำเป็น กรณีเงินทดลองราชการภัยพิบัติด้านพืช โดยกรณีจ.มุกดาหาร มีการซื้อทั้งหมด 811 ล้านบาท เฉพาะที่นายชาญวิทย์ ได้เซ็นอนุมัติ จำนวน 661 ล้าน ถือว่าเป็นจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบสัดส่วนประชากรแต่ละจังหวัด ส่วนการจัดซื้อในจ.เลย มูลค่าทั้งสิ้น 306 ล้านบาท เฉพาะที่นายพรศักดิ์ เซ็นอนุมัติจำนวนประมาณ 250 ล้านบาท ซึ่งมีการกำหนดกันไว้ว่าต้องซื้อจากบริษัทใดบ้างจึงถือว่าการกระทำสำเร็จ
“วันนี้เจ้าตัวรู้เรื่องดีถ้ารู้ว่าตัวเองเกี่ยวก็น่าจะลาออก” นายวิลาศ กล่าว และว่า ที่สำคัญช่วงนี้จะมีการเปิดเผยข้อมูลออกมาเป็นระยะ ซึ่งจะเป็นตัวการใหญ่ทั้งสิ้น ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นของตน จะมีผู้ว่าฯ ที่จะเกี่ยวข้องทั้งหมด 22 คน และ นายอำเภออีก 135 คน ซึ่งยังไม่นับบุคคลที่กันไว้เป็นพยาน
นายวิลาศ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ผู้ที่แต่งตั้งอดีตผู้ว่าฯทั้งสองคน เป็นสนช. แต่ไม่ทราบเรื่องที่กระทำโดยมิชอบดังกล่าว จึงเรียกร้องให้ทราบและดำเนินการอย่างจริงจัง โดยให้มีการตรวจสอบและรายงานผลความคืบหน้าว่าผิดหรือไม่อย่างไรหากเก็บเงียบก็จะไม่มีใครรู้
แฉ 10 บริษัท กำมะลอ พบ สนง. เป็นที่เลี้ยงควาย
นายวิลาศ กล่าวว่า ส่วนที่มีบุคคลจดทะเบียนตั้งบริษัทเข้าไปทำการค้ากรณีนี้กับทางราชการที่ส่อว่าทุจริตทั้ง10บริษัทนั้น ตนเคยเชิญบางคนมาสอบสวนปรากฎว่าผู้จัดการบางบริษัทที่ทำการค้ามูลค่าเป็นพันล้าน กลับเป็นสาวพริ้ตตี้ และบางบริษัทไปนำทะเบียนบ้านของชาวบ้านมาจดทะเบียนเป็นที่อยู่ของบริษัทโดยที่เจ้าของยังไม่รู้ หรือแม้แต่บางบริษัทกลับพบสำนักงานเป็นที่เลี้ยงควาย จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด โดยเฉพาะกรมสรรพากรที่ต้องเข้าไปตรวจสอบว่ามีการเสียภาษีอย่างไร เพราะปัจจุบันบริษัททั้งหมดต่างแจ้งยกเลิกไปแล้วทั้งสิ้น นอกจากนี้ นายวิลาศ กล่าวอีกว่า บริษัททั้งหมดน่าจะมีปัญหา ไม่เฉพาะซื้อยาปราบศัตรูพืชราคาถูกแล้วนำมาขายให้ทางราชการราคาแพงเท่านั้น แต่บริษัทเหล่านี้ยังไม่มีใบอนุญาตซื้อขาย เพราะยาปราบศัตรูพืชที่ถือเป็นวัตถุอันตราย





