“ธนา” นำชาวดินแดง แถลงคัดค้าน “ประจิน” เปลี่ยนเส้นทางเดินรถ “สายสีส้ม” ตามรอย “ยิ่งลักษณ์” สงสัย ได้ข้อมูลพิเศษจากใคร
พรรคประชาธิปัตย์- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนา ชีรวินิช อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ นำชาวดินแดงแถลงถึงความไม่ชอบมาพากล ในการเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ สายสีส้มของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ( รฟม.) ว่า เดิมมีการกำหนดเส้นทางที่1 ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมากเนื่องจากต้องเวนคืนที่ดิน การทำจัดทำผลสำรวจ 3 ด้านนั้นย่านดินแดงซึ่งจะมีประชาชนเดือดร้อนกว่า 1,000 ครอบครัว ทำให้ประชาชนออกมาคัดค้านและมีการเสนอเส้นทางที่สอง ซึ่งได้มีการศึกษาและมีความเห็นร่วมกันทั้งประชาชนและ รฟม.ว่าเส้นทางที่ประชาชนเสนอมีเหตุผลในการเดินรถมากกว่าเส้นทางสายที่1โดยมีการรับฟังความเห็นประชาชนปลายเดือนพฤศจิกายน ปี2557ทั้งรฟม.และประชาชนเห็นตรงกัน 100% เพราะประหยัดงบประมาณได้หลายพันล้าน และเสียเวลาในการก่อสร้างเพิ่มอีกเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น
“ผมไม่ทราบว่าเพราะอะไร พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม กลับยึดความเห็นตัวเองว่าจะกลับไปใช้เส้นทางเส้นที่1โดยเสนอ คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก(คจร.). ในวันที่10มิ.ย.58ก่อนจะขอความเห็นชอบต่อครม.ต่อไปจึงขอถามว่ารมว.คมนาคมมีข้อมูลพิเศษอะไร จึงทำให้ใช้อำนาจโดยพลการ กลับมติบอร์ด รฟม.เช่นนี้ และขอให้ทบทวนเรื่องดังกล่าว รวมทั้งหากมีการเสนอไปยัง คจร.ก็ขอเรียกร้องไม่ให้อนุมัติเพราะเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมและไม่น่าจะถูกกฎหมาย โดยอยากให้พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ) ใช้อำนาจที่มีระงับโครงการดังกล่าวด้วย” นายธนา กล่าว
นายธนา กล่าวว่า เส้นทางที่1ที่รมว.คมนาคมจะนำกลับมาใช้ เป็นเส้นทางที่ประหลาดที่สุดเพราะขัดกับหลักการสร้างรถไฟใต้ดิน ที่ต้องไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ จึงมีการสร้างใต้ดินแม้ว่าค่าก่อสร้างจะราคาแพงกว่า แต่เส้นทางนี้วิ่งผ่ากลางดินแดงเลย และพบว่าใต้อาคารเอสพลานาดมีการสร้างขารองรับสถานีรถไฟเส้นดังกล่าวแล้ว จึงอยากถามว่านี่คือเหตุผลที่ต้องใช้เส้นทางนี้เวนคืนที่ดินแถวดินแดงจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนใช่หรือไม่
นายธนา กล่าวว่า ที่ผ่านมา รฟม.ยอมรับว่าจะมีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในโครงการรถไฟใต้ดินเพื่อประโยชน์ของ รฟม.เป็นครั้งแรก คือพื้นที่โรงเรียนดรุณพิทยาในปัจจุบัน ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 20 ไร่ โดยอ้างว่าจะใช้พื้นที่นี้สร้างอสังหาริมทรัพย์ รองรับประชาชนที่ถูกเวนคืนให้ไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว แต่มีคำถามว่า รฟม.สามารถดำเนินการเช่นนี้ได้หรือไม่ อีกทั้งเมื่อมีการทักท้วงบอร์ด รฟม.ก็เห็นพ้องกับประชาชนที่จะเปลี่ยนจากเส้นทางที่1มาเป็นเส้นทางที่2ตามข้อเสนอของประชาชนแล้ว
นายธนา กล่าวว่า ขอถามรมว.คมนาคมว่า เมื่อมีการศึกษาแล้วยืนยันว่าเส้นทางที่ 2 ดีกว่า บอร์ด รฟม.มีมติเห็นด้วยเสนอ รมว.คมนาคม และรักษาการผู้ว่า รฟม.เคยทำหนังสือถึงประชาชนว่าเปลี่ยนเส้นทาง เป็นเส้นทางที่ 2 เรียบร้อยแล้ว แต่รมว.คมนาคมกลับเสนอเส้นทางที่1ซึ่งใช้งบประมาณมากกว่าหลายพันล้านบาทเพราะจะยาวกว่าเส้นทางที่2ถึง1.3กิโลเมตร จึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มทั้งค่าเวนคืนที่ดินและการก่อสร้าง อีกทั้งยังเป็นจุดที่ประชาชนทั่วไปเข้าไม่ถึงรถไฟสายสีส้ม เพราะไม่มีจุดเชื่อมต่อ
“ขอตั้งคำถามไปยังรมว.คมนาคมว่ามีข้อมูลพิเศษ ที่รู้คนเดียวจากใครใช่หรือไม่ว่าการเดินรถไฟเส้นที่1เกิดประโยชน์กว่าเส้นที่2ข้อมูลดังกล่าวคืออะไร เพราะมีข่าวว่ามีกลุ่มทุนระดับชาติไปครอบครองพื้นที่ที่จะมีการเดินรถแล้ว รัฐบาลมาจากการยึดอำนาจเพื่อสร้างความผาสุขให้ประชาชนแต่โครงการนี้ไม่สนองนโยบายดังกล่าว จึงขอให้ทบทวนถ้ายังเดินหน้าหรือมีผลประโยชน์ เข้ามาเกี่ยวข้องประชาชนจะใช้สิทธิระงับยับยั้งตั้งแต่ชั้นศาลปกครอง ไปจนถึงการร้องต่อ ป.ป.ช.หากมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องมากเนื่องจากเส้นทางเดิมปรับระดับของท่อรถไฟใต้ดินสูง เพื่อเข้าสถานีใต้ตึกเอสพานาร์ดจึงต้องผ่าดินแดง ขอให้นึกถึงผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก ถ้าทำไม่ชอบมาพากลผมและประชาชนจะใช้สิทธิที่มีอย่างเต็มที่ต่อไป” นายธนา กล่าว
นายธนา กล่าวว่ายังเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีมีเจตนาทำประโยชน์เพื่อประชาชน จึงขอส่งผ่านข้อมูลนี้ไปยังนายกรัฐมนตรีด้วยว่า มีความไม่ชอบมาพากล ขอให้ใช้อำนาจยับยั้งไม่เช่นนั้นจะเป็นจุดด่างของรัฐบาลชุดนี้แน่นอน โดยประชาชนจะใช้สิทธิทางศาลปกครอง หรือถ้ารัฐมนตรีทำมิชอบ หรือมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องก็ผิดมาตรา157จะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพราะการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หาประโยชน์ให้รฟม.จะขัดคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดที่เคยวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องการเวนคืนที่ดินไว้แล้วว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์สาธารณะเต็มที่ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จะต้องคืนทรัพย์ให้ประชาชน เช่น กรณีคำวินิจฉัยที่ อ788/2556จึงขอยืนยันว่าตนและประชาชนจะสู้ทุกขั้นตอน เพราะนี่ไม่ใช่โครงการรถไฟใต้ดินแล้ว แต่เป็นโครงการบนดินหากเดินหน้าต่อ ก็เท่ากับดำเนินการเหมือนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พยายามทำมาก่อนหน้านี้ประชาชนก็ต้องใช้สิทธิทางกฎหมายปกป้องตัวเอง





