"พล.อ.ประยุทธ์" เปิดประชุมเอสแคป ระบุพร้อมหนุนการทำงานยูเอ็น แนะควรใช้โซเชียลมีเดียเรียนรู้ดีกว่าใช้สร้างความขัดแย้ง
เมื่อเวลา 09.00น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่71ภายในหัวข้อ “ความสมดุลในสามมิติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จากการร่วมมือที่นำไปสู่บูรณาการ”
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมว่า ตนมีความยินดียิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับทุกท่านสู่ประเทศไทย ประเทศไทยเป็นบ้านของเอสแคป เราภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการทำงานของเอสแคปและหน่วยงานสหประชาชาติ และจะคงการสนับสนุนต่อไปอย่างเต็มที่ คนไทยรู้จักสหประชาชาติและเอสแคปมานาน เรารู้จักสหประชาชาติในฐานะองค์กรที่มุ่งสร้างสันติภาพของโลกและการพัฒนา เรารู้จักเอสแคปในฐานะคณะกรรมาธิการระดับภูมิภาคที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เอสแคปช่วยนำพางานของสหประชาชาติมาใกล้ชิดประชาชนในภูมิภาคนี้ให้มากยิ่งขึ้น การทำงานขององค์กรใดๆ จะมีประสิทธิภาพได้ก็ต้องเข้าถึง ต้องใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่ ตนจึงสนับสนุนแนวทางการทำงานนี้ของเอสแคป
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า การประชุมเอสแคปสมัยนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างสมดุลของมิติทั้งสามของการพัฒนา กล่าวคือ สมดุลทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตนเห็นว่า ไม่มีอะไรหมาะสมไปกว่านี้ เราทุกคนต้องตระหนักว่า การพัฒนาที่ได้ผลยั่งยืนที่สุดคือการพัฒนาที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ว่าเราพัฒนาวันนี้ แต่ไม่เหลือทรัพยากรไว้ให้ลูกหลานของเราในวันข้างหน้า ปี2558เป็นปีที่สำคัญต่อทิศทางของโลก เนื่องจากเป็นปีที่มีการประชุมระดับโลกในด้านการพัฒนา และสิ่งแวดล้อมที่สำคัญหลายการประชุมก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมีนาคม ตนได้เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาชาติระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่สาม ที่เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งที่ประชุมได้รับรองกรอบการดำเนินงานเซนไดเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ค.ศ.2015-2030และในเดือนกันยายน จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำที่นครนิวยอร์กเพื่อร่วมรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ.2015 ที่ต่อเนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ที่จะสิ้นสุดลงในปลายปีนี้ นอกจากนั้น ในช่วงเดือนธันวาคม ก็จะมีการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่21ที่กรุงปารีส เพื่อพัฒนาความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
ทั้งนี้การประชุมมากมายเหล่านี้จะไม่มีค่าเลย หากเราไม่มองให้เห็นความเชื่อมโยงของประเด็นเหล่านี้ มองไม่เห็นชัดเจนถึงภาพใหญ่ และมองไม่ออกว่า เอกสารผลลัพธ์การประชุมที่มากมาย เราจะนำไปใช้ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมต่อสังคม ต่อชุมชนของเราอย่างไร
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในมิติระหว่างประเทศและภายในประเทศ สถิติตัวเลขจากรายงานของเอสแคปเองทำให้รู้สึกสะท้อนใจมาก ประชาชนมากกว่า 1,400 ล้านคน ยังคงมีชีวิตอยู่ด้วยรายได้ที่ต่ำกว่า2ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน คน 1,700 ล้านคนยังคงไม่สามารถเข้าถึงสุขอนามัยที่ดี เด็ก75ล้านคนทั่วโลกยังคงน้ำหนักต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และทุกปี เด็กเกือบ3ล้านคนตายก่อนที่จะมีอายุครบ5ขวบ คนที่จนยิ่งจนลง คนที่รวยยิ่งรวยขึ้น ความท้าทายเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องดูแลประชาชนของตน แต่การเสริมสร้างความร่วมมือและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาผ่านความร่วมมือในกรอบเหนือ-ใต้ ใต้-ใต้ และไตรภาคี จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำนี้ และจะช่วยลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างประเทศในฐานะรัฐบาล เราต้องร่วมกันจัดการกับความท้าทายนี้ เราต้องขจัดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของโลก
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งวิสัยทัศน์ประเทศไทย ค.ศ.2015-2020ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มี“ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”ความมั่นคง คือ การมีเสถียรภาพทางการเมือง ประชาชนต้องมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งหลักนิติรัฐที่เข้มแข็งและความยุติธรรมถือเป็นฐานรากของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ความมั่นคงจะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่ง จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน อย่างไรก็ตาม การค้าและการลงทุนต้องมีมาตรการที่รัดกุม มีการป้องกันความเสี่ยง มีความต้านทานต่อสิ่งกระทบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่สำคัญที่สุด การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม จึงจะก่อให้เกิดความยั่งยืน และไม่กระทบต่อต้นทุน การพัฒนาของคนรุ่นหลัง
การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องยึดความต้องการของประชาชนเป็นหลัก ต้องเริ่มจากการเข้าใจปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ จากชุมชน ในการนี้ ประเทศไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินนโยบายด้านการพัฒนาของประเทศ เน้นเรื่องความเข้มแข็งจากภายในตัวบุคคล ชุมชน และสังคม สอนให้ทำอะไรด้วยความรู้ ความเข้าใจ ความพอประมาณ หากจะใช้ภาษาในโลกธุรกิจ ก็ต้องบอกว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงสอนเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency)สอนเรื่องการกำหนดนโยบายหรือมาตรการต่างๆ โดยมาจากพื้นฐานข้อมูลและความรู้ (Evidence-based policy)และสอนเรื่องการสร้างหลักประกัน ภูมิคุ้มกัน และความต้านทาน (insurance and resilience)
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจะมุ่งเน้นความสมดุลของสามเสาหลักของการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง คือ เศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตแบบองค์รวม มุ่งลดความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และช่องว่างด้านการพัฒนา เน้นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ประเทศไทยจึงได้เน้นการส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) OTOPและการส่งเสริมภาคการเกษตรให้เข้มแข็ง และเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เราได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ่านนวัตกรรม
ในด้านสังคม สังคมต้องมีความเท่าเทียม เป็นธรรม มีธรรมาภิบาล มุ่งยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการ ไทยได้ดำเนินงานเพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (universal health coverage)และรัฐบาลมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงช่วงบั้นปลายชีวิต เพื่อส่งเสริมให้เด็กเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีงานทำที่ดี และมีชีวิต หลังวัยทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ คือ ความท้าทายร่วมกันของมนุษยชาติ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องไม่ทำให้โลกเสื่อมทรามลง เราควรส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ทุกประเทศต้องเตรียมความพร้อมที่จะรู้รับปรับตัวต่อภัยทางธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจาก ภัยพิบัติที่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ การเร่งฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม โดยเฉพาะการวางผังและพัฒนาเมืองที่มีความต้านทานเพื่อลดความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินเป็นประเด็นที่เราได้เพิ่มความสำคัญและมุ่งหวังพัฒนาให้ดีขึ้น
ทั้งนี้ขอย้ำว่า การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด คือ คน คุณภาพของคนมีความสำคัญที่สุด การพัฒนาคน คือ การพัฒนาทั้งสุขภาพกาย ใจ และปัญญา การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นความท้าทายร่วมของนานาประเทศ การพัฒนาสังคมต้องเริ่มตั้งแต่ครอบครัวและโรงเรียน และต้องส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในยุคปัจจุบัน การเรียนรู้ยังทำผ่านsocial mediaทุกนาที เราจึงควร ใช้ประโยชน์จากsocial mediaให้เกิดการเรียนรู้และคุณค่า มากกว่าการใช้ไปเพื่อสร้างความแตกแยกหรือเกลียดชังกัน
ประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะมั่งคั่งขนาดไหน ก็ไม่สามารถอยู่ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและความไม่มั่นคงของภูมิภาคได้ การรวมกลุ่มและความเชื่อมโยงของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจะส่งผลต่อความเข้มแข็งของภูมิภาคและของโลก ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค และระหว่างภูมิภาคในทุกมิติ ทั้งความเชื่อมโยงทางโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง การค้า เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจน ความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและสถาบัน เพื่อกระจายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนาที่เข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค


