"พล.อ.ธนะศักดิ์"ไฟเขียวให้เครื่องสหรัฐผ่านน่านฟ้าไทย แต่มีเงื่อนไขต้องเปิดรายละเอียดเส้นทางบิน
ที่กระทรวงการต่างประเทศ พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า รัฐบาลไทย จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นการประชุมในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ใน 17 ประเทศที่เกี่ยวข้องกับปัญหา และประเทศสังเกตการณ์ 3 ประเทศ คือสหรัฐฯ สวิสเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น รวมองค์การะหว่างประเทศ คือ สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ที่โรงแรมอนันตรา เพื่อหาแนวทางแก้ไขการโยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติอย่างยั่งยืน
นายธนะศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมมี 3 หัวข้อหลัก คือ 1.เร่งแก้ไขปัญหาผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียประมาณ 7,000 คน 2.ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานในระยะยาว โดยเน้นขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ 3.การเข้าไปแก้ไขปัญหาในประเทศต้นทาง โดยไทยจะผลักดันให้เป็นประเด็นที่ทุกประเทศต้องแก้ไข ทั้งประเทศ ต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง โดยเน้นหลักการร่วมแบ่งปันภาระระหว่างประเทศ และไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศต้นทางและประเทศในภูมิภาค
รัฐบาลได้อนุมัติให้กระทรวงกลาโหมโดยกองทัพไทย ปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมในการช่วยเหลือผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่ยังลอยเรืออยู่ในทะเล ตามขีดความสามารถและขอบเขตอำนาจหน้าที่ โดยจัดกำลังลาดตระเวณทางอากาศและทางเรือ ตรวจสอบน่านน้ำบริเวณเขตรอยต่อของประเทศไทย เพื่อเป็น “Floating platform”ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อาทิ การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ทั้งด้านอาหาร ยารักษาโรค จนกว่ามาเลย์เซียและอินโดนีเซียจะพร้อมรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานไปดูแลต่อตามที่ได้ประกาศไว้ ทั้งนี้เรือที่ทำหน้าที่ “Floating platform” จะประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ ทีมเจ้าหน้าที่สอบสวนการค้ามนุษย์และทีมบันทึกประวัติเพื่อคัดแยกและส่งต่อตามกระบวนการคัดแยกเหยื่อการค้ามนุษย์ ทั้งนี้หากพบว่ามีผู้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องเข้าประเทศไทยก็จะปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นโดยยึดหลักมนุษยธรรมก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของไทยทั้งนี้การปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมของประเทศไทยได้เริ่มปฏิบัติการแล้วและจะจบภารกิจเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูมรสุม
ขณะเดียวกันพลเอกธนะศักดิ์ ยังได้ชี้แจงถึงการหารือร่วมกันระหว่าง รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ที่ผ่านมา ว่าในแถลงการดังกล่าวค่อนข้างมีรายละเอียดในส่วนของการดำเนินงานของไทยจะต้องมีกฎหมายรองรับ ซึ่งไทยมีแนวทางการดำเนินการอยู่ในเรื่อง"Floating platform"
"เราจะไม่พยายามดึงอาเซียนเข้ามาทั้งหมด และจะไม่กดดันประเทศต้นทางอย่างพม่า และจะไม่นำองค์การอิสลามโลกหรือโอไอซี เข้ามา เพราะพม่าจะไม่เข้าร่วม แต่เราชูโรงไปว่าเป็นเรื่องขบวนการค้ามนุษย์มากกว่า มีทั้งผู้ที่ถูกหลอกและผู้ที่โยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติ ถ้าเราขจัดขบวนการเหล่านี้ได้ก็เป็นเรื่องที่ดี" พลเอกธนะศักดิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่สหรัฐอเมริกาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาและภูเก็ตเป็นฐานก่อนบินออกลาดตระเวณสำรวจสถานการณ์ผู้อพยพในทะเลนั้น ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศได้ตอบกลับไปว่าหากสหรัฐต้องการบินเหนือน่านน้ำไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ นั้นถือเป็นภารกิจที่ดี แต่สหรัฐจะต้องเพิ่มรายละเอียดมากกว่านี้ อาทิ เส้นทางบินเพราะการปฏิบัติภารกิจนี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยเฉพาะกิจที่ไทยจัดตั้งขึ้น ซึ่งการช่วยเหลือจะเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น นอกจากนี้ไทยได้ขอให้สหรัฐสนับสนุนส่งเรือร่วมปฏิบัติภารกิจของไทยซึ่งอยู่ระหว่างรอคำตอบอย่างเป็นทางการจากสหรัฐตอบกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าพม่าได้แจ้งข้อมูลมายังกระทรวงการต่างประเทศว่าจะจัดส่งผู้แทนจากพม่ามาร่วมประชุมในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้
โดยคาดหวังว่าประเทศต่างๆที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้จะเสนอความพร้อมให้การช่วยเหลือร่วมกับไทยและประเทศอาเซียน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาโยกย้านถิ่นฐานแบบไม่ปกติมีประสิทธิภาพสูงสุด แม้ว่าขณะนี้ไทยจะได้รับดูแลผู้ที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในเบื้องต้นแล้ว แต่ก็ยังต้องการให้องค์การระหว่างประเทศและประเทศที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันแก้ไข แต่ไทยยืนยันที่จะไม่รับเงินช่วยเหลือโดยตรง โดยขอให้องค์การระหว่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการ
"เราเป็นเมืองพุทธ เห็นคนจะตายต้องช่วย เราจะไม่รอ เราจะต้องช่วยคนก่อนที่ฤดูมรสุมจะเริ่มขึ้นปลายเดือนนี้ แต่เรารับมาอยู่อีก 3 พันคนไม่ได้ เพราะเรายังมีชาวโรฮิงญาที่เคยรับไว้ที่ค่าย และผู้ลี้ภัยทางสงครามอีกจำนวนมาก จึงต้องคำนึงถึงข้อจำกัดตรงนี้ด้วย" พลเอกธนะศักดิ์ กล่าว





