วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิษณุ' ห่วง3ประเด็น ควรมีคำตอบในรธน.มากสุด

"วิษณุ"เผยครม. เสนอความเห็นแก้รธน. 100 ประเด็น ชี้พร้อมแจงเหตุผล ต่อ“กมธ.ยกร่างฯ ระบุห่วง อนาคต 3 ประเด็น ย้ำควรมีคำตอบในรธน.มากที่สุด

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผลการประชุมครม.นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุมครม.นัดพิเศษ ได้พิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ส่งเรื่องมายังครม.เพื่อขอความเห็นภายใน 30 วัน ซึ่งครบกำหนดภายในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ครม.ได้หารือกันนานกว่า 3 ชม. ก่อนส่งความเห็นไปยัง กมธ.ยกร่างฯ ก่อน 16.30 น. ของวันเดียวกันนี้

นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ประชุมครม.ได้รับฟังข้อเสนอแก้ไข และไม่แก้ไข ไปให้กมธ.ยกร่างฯ เพื่อให้ไปคิดใหม่ทำใหม่ โดยเสนอไปทั้งหมดกว่า 100-120 ประเด็น แต่รวมความแล้ว ประมาณ 100 ประเด็น ไม่ใช่ 100 มาตรา เพราะบางมาตรา ก็มีหลายประเด็น อย่างไรก็ตามใน 100 ประเด็นนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นการขอแก้ไขถ้อยคำ ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อาทิ กับ แก่ แต่ ต่อ และ หรือ ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักใหญ่ของแต่ละมาตรา ซึ่งครม. พร้อมที่จะไปชี้แจงเป็นรายมาตราต่อไป หากกมธ.ยกร่างฯต้องการให้ไปชี้แจง หรือบางส่วน เป็นการเรียงถ้อยคำเสียใหม่เท่านั้น อีกส่วนหนึ่งเป็นการไปกระทบหลักการ เช่น ให้มีหรือไม่ให้มี สภา สมัชชา บางอย่างซึ่งตนจะลงรายละเอียดให้ทราบในโอกาสหน้า

นายวิษณุ กล่าวว่า ครม.มีความเป็นห่วงอยู่ 3เรื่อง คือ 1. ทำอย่างไรให้สิ่งที่รัฐบาลนี้ครม.ชุดนี้ ที่ได้ดำเนินการไว้บ้างแล้วถูกนำไปสานต่อได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้บอกแล้วว่าเป็นช่วงต้นน้ำแล้วจะทำอย่างไรในช่วงกลางทาง ปลายทางหรือปลายน้ำจะสานต่อได้อย่างยั่งยืน และส่งต่อไปได้เป็นทอดๆ ถึงรัฐบาลชุดหน้า

2. ทำอย่างไรที่จะให้ประเทศชาติบ้านเมืองในอนาคตกลับมามีความสงบเรียบร้อย ไม่เกิดความแตกแยก ขัดแย้ง ร้าวฉาน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการได้ผลมาแล้วระดับหนึ่ง หรือพูดง่ายๆ ว่าทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์กลับไปก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

และ 3. ทำอย่างไรให้การเมืองในอนาคตดีขึ้น พัฒนาขึ้น ก้าวหน้าขึ้น ให้ความเป็นธรรมได้มากขึ้น เป็นที่พอใจได้มากขึ้น ซึ่งความกังวลเหล่านี้ ควรจะมีคำตอบอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถึงจะตอบได้ไม่ทั้งหมดก็ขอให้ตอบได้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ถึงจะดี

นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดกันมากถึงคำว่า “ของ” บางฝ่ายมีทีท่าเหมือน “ลองของ” ฝ่ายรัฐบาลหลายคนกังวลว่า ที่ทำให้จะ “เสียของ” ต่างพูดถึง “ของ” ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งข้อกังวลที่ครม.กลัวจะเสีย คือ 3 ข้อที่ตนกล่าวไปข้างตน เพราะถ้าสิ่งที่ทำกันอยู่ในวันนี้ ละลายสูญหายไปเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ มีสภา หรือมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็จะเป็นการ “เสียของ” ประการหนึ่ง หรือ หากเกิดความไม่สงบเรียบร้อย แตกแยก ร้าวฉาน ไม่ปรองดองขึ้นอีก เหตุการณ์หมุนกลับไปเหมือนก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก็จะเป็นการ “เสียของ” อีกอย่างหนึ่ง และถ้ามีรัฐบาลใหม่ มีสภาใหม่ เลือกตั้งใหม่แล้ว การเมืองไม่ได้ดีขึ้น ยังเปิดโอกาสให้มีการทุจริต มีการใช้นโยบายประชานิยมแบบผิดๆ หรือเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องผิดทำนองคลองธรรม สังคมเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม นั่นก็เป็นการ “เสียของ” อีกข้อหนึ่ง ดังนั้น ข้อเสนอแก้ไขที่ครม.มีส่งไปถึง กมธ.ยกร่างฯนั้น ในที่สุดต้องยึดตามบทบัญญัติ 315 มาตรา ที่มีอยู่ ไม่สามารถเพิ่มเติมหรือแหวกแนวไปมากไม่ได้ หรือสิ่งที่ควรจะเขียนแต่เขาไม่ได้เขียน ก็จะไปเสนอแนะมากไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการไปสร้างมาตราใหม่ขึ้น อีกทั้งหากกมธ.ยกร่างฯขานรับขึ้นมาก็จะกลายเป็นพิมพ์เขียวขึ้นมา ดังนั้นครม.จึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่เสนอเพิ่มเติมไปใหม่มากเกินสมควรเท่าที่การเพิ่มไปบ้าง ไม่กี่มาตราก็เป็นเพราะองค์กรอิสระเขาเสนอความเห็นมาว่า ให้เพิ่มเพื่อเขาจะได้ทำงานคล่องตัวดังนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับหลักการในบางเรื่องที่มีอยู่ และเสนอว่าอะไรควรแก้ไม่ควรแก้เท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องใหญ่ที่เสนอแก้ไขคืออะไร นายวิษณุ กล่าวว่า การให้มีหรือไม่ให้มีองค์กรต่างๆ ซึ่งในฉบับยกร่างนั้นกำหนดให้มีองค์กร คณะกรรมการต่างๆ ที่ต้องตั้งขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่ง มีอยู่จำนวนมากเกือบ 30 องค์กร หรือบางชุดก็เป็นคณะกรรมการ ซึ่งครม.ได้ทำความเห็นไปว่า ส่วนหนึ่งเห็นด้วย ส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าควรนำไปเขียนในกฎหมายลูกหรือกฎหมายอื่นได้ อย่ามาเขียนในรัฐธรรมนูญ เพราะหากเขียนในรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้นมา กลายเป็นภาระงบประมาณและมีกำหนดเวลาให้กระทำ หากไม่กระทำตามเวลาก็ถือว่าผิดดังนั้นจึงควรนำไปเขียนในกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบ

นายวิษณุ กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งคือ เป็นหลักการบางอย่างที่ของเดิมเหมาะสมหรือดีกว่า เช่น หลักการที่ว่าหากครม.ยุบสภา สิ้นสุดการดำรงตำแหน่งแล้วให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทน อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องไปเขียน และอาจมีข้อเสียมากกว่าข้อดี อย่างนี้ก็ได้เสนอไปว่าให้ตัดออก หรือมิฉะนั้นให้ปรับปรุงเสียใหม่ นอกจากนี้ยังมีประเภทที่เกี่ยวพันกับหลักบางหลักที่ปฏิบัติได้ยาก เพราะถ้อยคำยังเคลือบคลุมอยู่ เช่น กำหนดว่านักการเมืองหรือผู้นำภาครัฐ ซึ่งหมายถึงปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการ จะต้องไม่ประพฤติผิดในประเพณี ศาสนา หลักธรรม ต้องพูดจาสุภาพ ไม่ทำอะไรที่เคลือบคลุมน่าสงสัย ซึ่งคำเหล่านี้ทั้งหมดแปลว่าอะไรไม่ทราบ และจะทำให้เกิดการฟ้องร้องกันได้ง่าย สุดท้ายกล่าวหากันไว้ก่อน มีการฟ้องร้องกัน เป็นความไม่ชัดเจน ก็ขอให้นำไปเขียนที่อื่น อาทิ ประมวลจริยธรรม ไม่ควรเขียนในรัฐธรรมนูญ

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า  ครม.ได้มีการเสนอแก้ในส่วนของที่มาของ สส.และ สว. เพราะหากแก้ต้องรื้อหลายมาตราเพราะมันโยงกันหมด ดังนั้นในส่วนนี้ไม่ได้แตะอะไร แต่ทราบว่ามีคนอื่นขอแก้ไขไปแล้ว

เมื่อถามว่ามีข้อเสนออย่างไรเกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายวิษณุ กล่าวว่า ครม.เสนอให้แยกออกจากกัน เมื่อถามว่าได้มีการเสนอหรือไม่ ว่าหากจะมีการขอแก้ไข รธน.อีกจะต้องส่งคำร้องให้ศาลตีความก่อน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องนี้ เพราะจะพะรุงพะรังมากเกินไป

"อะไรที่เราไม่ได้ขอแก้ก็ไม่ใช่ว่ากมธ.จะแก้ไม่ได้ เพราะเขาสามารถแก้เองได้"นายวิษณุ กล่าวว่า 

เมื่อถามว่า คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ กมธ ยกร่างฯ จะต้องฟังข้อเสนอของ ครม. นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีอะไรเป็นหลัก แต่ รธน.ชั่วคราวระบุว่าให้ส่วนต่างๆ มีข้อเสนอมา ส่วนจะทำหรือไม่ก็แล้วแต่ กมธ. ดังนั้นนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ คสช.ไม่ส่งข้อเสนอเพราะถ้า คสช.ส่งไปแล้ว กมธ.ทำตาม เดี๋ยวจะโดนอ้างว่านี่คือใบสั่ง แต่ถ้าเขาไม่ทำตามก็จะโดนหาว่าลองของกระด้างกระเดื่อง ดังนั้น คสช.อย่าส่งดีกว่า

"ต้องเข้าใจว่า กมธ.อยู่ตรงกลาง การเสนอแก้ไปจากสปช.ส่วนหนึ่งและไปจากคสช.และครม. แต่คสช.ไม่ส่งแล้วก็เหลือแต่ ครม. ดังนั้นต้องเข้าใจว่าไม่ใช่แค่ ครม.องค์กรเดียวที่เสนอไป แต่ยังมี สปช. ที่เขาอาจจะเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องกว่า เพราะเขาเคยปฏิบัติมาก่อนมากกว่า ครม. และอาจจะเสนอเรื่องเดียวกับ ครม. และกมธ.อาจจะทำตาม สมมติครม.เสนอให้เลี้ยวซ้าย สปช.เสนอให้เลี้ยวขวา กมธ.จะเดินตรง แต่ กมธ.ดูไปดูมา ดูแล้วอาจจะเลี้ยวขวาตาม สปช.ดีกว่าก็เป็นไปได้ เขาจะเอาใจทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ และครม.ไม่มีโอกาสเห็นว่า สปช.ข้อเสนอแก้อะไรบ้าง นี่ยังไม่รู้เลยว่าข้อเสนอซ้ำกับ สปช.หรือไม่"นายวิษณุ กล่าว 

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า กมธ.ยกร่างฯ ต่างจากการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) เพราะในอดีตเมื่อ กมธ.ร่างฯ เสร็จจะต้องส่งให้กับสสร. และต้องตรวจทีละมาตราทำให้เสียเวลา ซึ่งปัจจุบันมี สปช.ซึ่งต่างจาก สสร. ที่ไม่ได้มีหน้าที่ตรวจ แค่กมธ.ส่งมาให้สปช.โหวตรับหรือไม่รับเท่านั้น ซึ่ง สสร.มีข้อดีแต่ก็มีข้อเสียคือใช้เวลามาก ซึ่งประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 19 ฉบับ แต่มี สสร.เพียง 2 ครั้งเท่านั้น

เมื่อถามว่า กมธ.ยังต้องตามใจแป๊ะอีกหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การตามใจแป๊ะนั้น ช่วยตามใจเพียงว่าแป๊ะให้ไปส่งที่ท่าไหนก็ไปอย่างนั้น แต่ไม่ต้องถึงกับละเอียดมาก 

เมื่อถามว่าคำขอแก้ไขร่าง รธน.ชั่วคราวฉบับปี พ.ศ.2557 ครม.ได้ส่งคำขอไปหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า รอทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนจะได้ทำเรื่องอื่นเสียที เพราะบ้านเมืองนี้ร่าง รธน.ทุกวัน ไม่ต้องทำมาหากินเรื่องอื่น ตนทำ 2 เรื่องพร้อมกันไม่ได้ วันนี้หมดเวร หมดกรรมไปแล้ว 1 เรื่อง ส่วนเรื่องการทำประชามติตนก็มีความคิดคร่าวๆ ในใจว่าจะทำอย่างไร แต่บางจุดยังหาคำตอบไม่ได้ เมื่อถามว่า แล้วคิดว่าจะได้ทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าตนตอบเรื่องนี้ ตนจะซวยทันทีเพราะเท่ากับฟันธงว่า รธน.จะไม่ผ่านแน่ เพราะต้องผ่านด่านแรกจาก สปช.ก่อนวันที่ 6 ส.ค. นี้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่ได้ทำประชามติ ถ้าผ่านก็ไปสู่ประชามติ แต่ถ้าวันนี้มาบอกว่าไม่ได้ทำประชามติแน่ก็แสดงว่าจะไม่ผ่านแน่ๆ จะไปพูดแบบนั้นได้อย่างไร

ส่่วนมาตรา 181 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเองได้และมาตรา 182 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเสนอกฎหมายต่อสภาเองได้นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ครม.เสนอให้ตัดออก ส่วนกลุ่มสมัชชาต่างๆ และสภาขับเคลื่อน ครม.ได้เสนอให้ทบทวน รวมทั้งการเลือกตั้งแบบโอเพนลิสต์ด้วย และหมวดปฏิรูปเนื่องจากมีรยละเอียดมากและปฏิบัติได้ยาก ขณะที่ในส่วนนายกรัฐมนตรีคนนอก ครม.ไม่ได้มีการเสนอความเห็นใดๆ

"ในการพิจารณาภาพรวมของร่าง รธน.ครม มีความเห็นว่า ภาพรวมมีส่วนดีอยู่มาก สามารถแก้ไขปัญหาบางเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมาก มีการวางสิทธิ เสรีภาพของประชาชนได้กว้างขวาง แต่เรื่องความสมบูรณควรแก้ไข ตัดทอนหรือบางส่วนสามารถตัดและนำไปใส่ที่อื่นได้ บางเรื่องก็ควรเสนอไว้ในมาตราอื่น" นายวิษณุ กล่าว