ตำรวจรวบ'กิตติศักดิ์'ยักยอกเงินสจล.

ตำรวจรวบ'กิตติศักดิ์'ยักยอกเงินสจล.

"พล.ต.อ.สมยศ"เผยรวบ"กิตติศักดิ์"ตัวการใหญ่ยักยอกเงินสจล. กว่า 1.6 พันล้านบาท หลังหนีกบดานอังกฤษ

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค1 ตท. พ.ต.อ.ไพโรจน์ โรจนขจร ผกก.2 บก.ป. พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1 บก.ป. ร่วมกันแถลงผลการควบคุมตัว นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด อายุ 31 ปี ผู้ต้องหารายสำคัญคดีร่วมกันลักทรัพย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กว่า 1.6 พันล้านบาท ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2363/2557 ลง 26 ธันวาคม 2557 ในข้อหา"ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม, ร่วมกันลักทรัพย์, ร่วมกันฟอกเงิน" หลังจากหนีไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

โดยการควบคุมตัว นายกิตติศักดิ์ ในครั้งนี้ เนื่องจากทางผู้ต้องหาได้ติดต่อมาว่าจะเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อมอบตัวและสู้คดี กระทั่งพล.ต.ท.ประวุฒิ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามไปควบคุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทางผู้ต้องหาเดินทางมาโดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG911 จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ เครื่องลงเวลาประมาณ 05.30 น. ที่ผ่านมา

พล.ต.อ.สมยศ เปิดเผยว่า นายกิตติศักดิ์ เดินทางกลับมาในครั้งนี้ ไม่ถือเป็นการมอบตัวเนื่องจากไม่ได้มีการติดต่อประสานงานผ่านทนายตั้งแต่แรก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พํฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค1 ตท. ไปประสานงานกับตำรวจอังกฤษ เพื่อกดดันให้นายกิติศักดิ์กลับมาที่ประเทศไทย เนื่องจากมีสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างอังกฤษกับไทย สำหรับนายกิตติศักดิ์ซึ่งเป็นปชผู้ต้องหา ตำรวจจะคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสังคม

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ตำรวจยังไม่เชื่อในการให้ปากคำเบื้องต้นของกิตติศักดิ์ที่อ้างว่าไม่รู้ว่าเงินที่ได้รับนั้นมาจากคดีที่โกงมาจาก สจล. และเงินที่ได้มาเป็นเงินจากการลงทุน ที่ได้รับจาก นายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ที่รู้จักในฐานะเพื่อนที่เรียนตั้งแต่ ปวส. อีกทั้งยังยืนยันว่าเป็นการนำเงินไปลงทุนและการพนันเท่านั้น ส่วนที่ยังไม่มอบตัวตั้งแต่เริ่มเกิดเรื่องนั้น ทางตำรวจเชื่อว่าเป็นการหลบหนีแล้วหาทางปรึกษาคดีทางกฎหมายเพื่อมาสู่คดีนี้ รวมถึงกรณีคำให้การที่ทางนายกรงกลดไม่สงสัยว่า นายกิติศักดิ์เอาเงินไปลงทุนทำอะไรทีละหลายร้อยล้าน ขณะเดียวกันยังอ้างด้วยว่า เป็นการยืมนำไปลงทุน แต่ไม่มีการโอนเงินคืนให้นายทรงกลด อย่างไรก็ตามแม้ทางธนาคารพาณิชย์จะชดใช้ทรัพย์สินที่เสียหายคืนแล้วก็ตาม ทางตำรวจก็จะต้องดำเนินการในข้อหาดังกล่าว พร้อมกับเร่งหาพยานหลักฐานเพื่อนำมาหักล้างกับคำให้การของนายกิติศักดิ์

ด้านนายกิติศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจที่ตัวเองมีเงินมาก และไม่สบายใจที่ทั้งพ่อและแม่ถูกอายัดทรัพย์สินเกือบทั้งหมด จึงตัดสินใจกลับมาสู้คดีเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ ตนยอมรับว่ารู้จักกับนายทรงกลด โดยนายทรงกลด ได้โอนเงินให้ ครั้งละ 200 ถึง 300 ล้านบาท จำนวนหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 3 ปี ตนจึงนำไปลงทุนประกอบธุรกิจต่างๆ และเล่นการพนันฟุตบอลที่ต่างประเทศ พร้อมกับโอนไปให้ครอบครัว โดยไม่รู้มาก่อนว่าเงินจำนวนดังกล่าว เป็นเงินที่ยักยอกมาจาก สจล.

ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ อธิบายว่า สำหรับโทษในกรณีดังกล่าว เป็นการลงโทษโดยนับจากการโอนเงินที่มีการประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ตั้งแต่แรกเริ่มคดี ซึ่งดูจากหลักฐานบัญชีที่มีการโอนเงินทั้งหมดเป็นรายครั้ง ส่วนกรณีบอสใหญ่ที่ทุกคนเข้าใจ น่าจะเป็นความเข้าใจผิดของผู้ต้องหาที่ให้การก่อนหน้านี้ โดยตำรวจเชื่อว่า ตัวการใหญ่ของคดีนี้น่าจะคือนายกิตติศักดิ์ อย่างไรก็ตามสำหรับคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้ส่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว 11 คน ประกอบด้วย 1.นายทรงกลด ศรีประสงค์ 2.น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผอ.กองคลัง สจล. 3.นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ 3.นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการ 4.นางสมบัติ โสประดิษฐ์ 5.น.ส.จันทร์จิรา โสประดิษฐ์ 6.นางระดม มัทธุจัด 7.นายภาดา บัวขาว 8.นายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี สจล. 9.นายศรุต ราชบุรี 10.นายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ และนายกิติศักดิ์ ที่ถูกควบคุมตัวในวันนี้(22 พ.ค.) โดยคาดว่าจะไม่มีการออกหมายจับเพิ่มเติม เนื่องจากได้ออกหมายจับครบทั้งขบวนการแล้ว

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สมยศ ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า คดีดังกล่าวยังเหลือผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 2 คน คือ นายธวัชชัย ลิ้มเจริญ และนายสมพงษ์ สหพรอุมดมการณ์ ซึ่งตำรวจพอจะมีข้อมูลในบางส่วนแล้ว โดยได้สั่งการให้เร่งรัดจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจุดเริ่มต้นของคดียักยอกทรัพย์กว่า 1.6 พันล้าน เกิดขึ้นเมื่อวันที่18 ธ.ค.2557 โดย รศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการอธิการบดี สจล.ในขณะนั้น มอบหมายให้ทนายความ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ให้ตรวจสอบบัญชีเงินฝากของ สจล.ที่ถูกถอนปิดบัญชี ตามที่นางสาวอำพร น้อยสัมฤทธ์ ผู้อำนวยการกองคลัง สจล. เสนอแนะให้โอนเงิน 80 ล้านบาทในบัญชีดังกล่าวไปเข้าบัญชีใหม่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซี ศรีนครินทร์ ที่มีนายทรงกลด เป็นผู้จัดการธนาคารสาขาดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่สูงกว่าบัญชีธนาคารทั่วไป แต่เงินจำนวนดังกล่าวได้สูญหายไป กระทั่งเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบได้คลี่คลายคดีพบหลักฐานการทุจริตยักยอกเงินของ สจล. กว่า 1.6 พันล้านบาท จนสามารถจับกุมนายทรงกลด และน.ส.อำพร ได้ในตอนแรก ก่อนขยายผลออกหมายจับและติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีกหลายรายมาดำเนินคดี รวมทั้งนายถวิล อดีตอธิการบดี สจล. และนายกิตติศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้บงการใหญ่ในขบวนการทุจริตนี้