เจาะ! 2ขุนพล 'คสช.' มอง1ปีรัฐประหาร

(รายงาน) เจาะ 2ขุนพล "คสช." มอง1ปีรัฐประหาร ย้ำ"เราสร้างพื้นฐานประเทศให้เข้มแข็ง”
ครบรอบ 1 ปีพอดิบพอดีกับการทำรัฐประหารของกองทัพในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งในช่วงนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
เหตุผลการเข้ายึดอำนาจครั้งนั้นก็เพื่อยุติวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง การก่อความรุนแรง ความแตกแยก การล่วงละเมิดสถาบัน การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งไม่อาจบังคับใช้กฎหมายได้ตามปกติ จากนั้น คสช.ได้วางโรดแมพ “ปฏิรูปประเทศ” เพื่อแก้ปัญหาด้านต่างๆ ไว้เป็นระยะๆ โดยกำหนดเป็นแผนบันได 3 ขั้น คือ 1.ตั้งศูนย์ปรองดอง 2.มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวและองค์กรต่างๆ ที่เป็นกลไกขับเคลื่อน และ3.จัดเลือกตั้ง
นับจากวันนั้นถึงวันนี้ผลงานการขับเคลื่อนทุกองคาพยพภายใต้การกำกับดูแลของ คสช.และรัฐบาล เป็นอย่างไร บรรลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ผู้ที่จะมาตอบคำถามได้ดีที่สุดจะเป็นใครได้นอกจาก คือ “ขุนทหาร” ข้างกาย พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในคณะ คสช.และคณะรัฐมนตรี
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเมื่อครั้งยึดอำนาจดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีการทำงานของ คสช. ครบ 1 ปี ในการคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง ว่า อย่างน้อยคนไทยก็ได้รับทราบสิ่งที่เดินไปแล้ว คือ ประเทศเดินไปข้างหน้า
วันนี้เรากำลังร่วมกันปฏิรูปทุกๆ ด้าน ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความสงบและเรียบร้อย เชื่อว่าทุกคนจะช่วยกัน เพราะที่ผ่านมาเราก็เจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา
เขาบอกว่า ที่พูดมานั้นไม่ได้ไปโทษคนใดคนหนึ่ง แต่เราก็ต้องกลับมามองตัวตนของเราทุกคนว่า เราเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นหรือไม่ และสิ่งเหล่านี้กำลังจะเห็นวิธีการเดินไปสู่ข้างหน้าอย่างชัดเจน
“หากเปรียบเทียบตอนปี 49 กับปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ใช้อำนาจอะไร เพียงแต่ดำเนินการไปตามกฎหมายบางฉบับ เพื่อให้สถานการณ์และบรรยากาศในการปฏิรูปอย่างจริงจัง”
พล.อ.ไพบูลย์ บอกว่า นายกรัฐมนตรีก็พูดเสมอว่า เรื่องทุกเรื่อง ไม่จำเป็นจะต้องทำให้สำเร็จได้ทุกเรื่อง บางเรื่องแค่วางรากฐานให้นำไปสู่การทำงานที่สานต่อได้ หรือวางกลไกเพื่อให้รัฐบาลชุดถัดไปสามารถทำงานสานต่อได้ ฉะนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะสมบูรณ์ตามที่เราอยากเห็นในรัฐบาล คสช.
เมื่อถามว่า เหตุการณ์อะไรคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทหารเห็นว่าจะปล่อยต่อไปไม่ได้ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า เราไม่มีทางออก รัฐบาลก็บริหารงานไม่ได้ ไม่ใช่หมายความรัฐบาลช่วงนั้นไม่อยากบริหาร แต่ด้วยของกฎหมายและความไม่เรียบร้อย การต่อต้านจากประชาชนกลุ่มหนึ่ง รัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถให้ใช้งบประมาณได้เลยจึงเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถปล่อยให้เป็นอย่างนั้นได้ แม้จะมีการเชิญแต่ละฝ่ายมาเจรจา ก็ยังไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจ เพื่อควบคุมอำนาจในขณะนั้น
“ผมไม่อยากให้เรียกเราว่า มาปฏิวัติ รัฐประหาร แต่เราเพื่อควบคุมอำนาจในการปฏิรูปและการบริหารประเทศ จัดการกับประเทศมากกว่าที่จะไปใช้คำว่า ปฏิวัติ"
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกมาพูด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณมาโดยตลอด ถ้าหากแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องถึงมือกองทัพ เพราะขณะนั้นจะมีกลุ่มไหนที่จะควบคุมอำนาจได้ นอกจากกองทัพเท่านั้น
ส่วนมุมมองของรองหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่คิดถึง คือ ปัญหาของประชาชน เพราะก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามา ก็พบว่าเกิดปัญหาที่ทำให้ประชาชนแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย เป็นปัญหาใหญ่ที่ประเทศเราต้องทำการแก้ไข หากปล่อยไปก็จะทำให้ปัญหาลุกลามไปในอนาคต เพราะเราคงไม่อยากให้ประเทศไทยเหมือนกับประเทศซีเรีย หรือประเทศในตะวันออกกลาง ที่ประชาชนต้องหยิบอาวุธขึ้นมาต่อสู้กัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจากปัญหาการเมืองที่เกิดความไม่เข้าใจกัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาที่มีความสำคัญต่อประเทศมาก
“ถ้าเป็นเรื่องของการเมือง ในเรื่องของพรรคใหญ่ 2 พรรค ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้านำพาประชาชนให้เกิดความไม่เข้าใจ หรือเกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้น ตอนนี้เราก็พยายามทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ ในภาพรวมผมว่าดีขึ้น ประชาชนเข้าใจว่าเราเข้ามาเพื่อสร้างพื้นฐานให้ประเทศชาติมีความเข้มแข็ง”
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงมาตรการที่ คสช. เข้ามาช่วยให้ประเทศดีขึ้น ว่า มาตรการที่เราทำอยู่ ทั้งรัฐบาลและ คสช. โดย คสช. มาก่อน ก็มาสร้างความเข้าใจ ทั้งทหาร ตำรวจให้มีความเข้าใจว่าเราเข้ามาไม่ได้ต้องการมีอำนาจอะไร แต่เราต้องการให้ประเทศชาติเกิดความสงบเรียบร้อย
“ผมคิดว่าโรดแมพ ที่ทาง คสช. วางไว้ เป็นโรดแมพที่เราพยายามทำให้เป็นไปตามที่วางไว้ และจะทำไปตลอด ซึ่งจะเห็นว่า ในระยะนี้เป็นระยะที่ 2 ที่เราได้ดำเนินการ ทั้งเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญสำเร็จแล้ว ต่อไปก็จะมีการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันประชาชนมี 3 ระดับ คือ ระดับบน คนที่มีเงิน ระดับกลาง คนทั่วไป และระดับล่าง คนที่มีความยากจน ถ้าคนระดับกลาง และระดับล่างมีความเข้าใจ ไม่มีการชักจูง ประเทศชาติก็จะเดินไปข้างได้”
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงการเลือกตั้งว่า ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการทำประชามติหรือไม่ ถ้าทำประชามติก็อาจจะเลื่อนออกไป 1 – 2 เดือน ก็ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกัน เพื่อให้เกิดการทำประชามติได้การทำประชามติหรือไม่นั้น แม่น้ำ 5 สายก็ต้องร่วมมือกันและคุยกัน ซึ่งไม่ได้อยู่ในอำนาจใคร เพราะท้ายที่สุดก็ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ในภาพรวมขณะนี้ ถ้ามีการทำประชามติได้ ก็จะทำให้ประชาชนได้รู้เห็นและรับรู้ในรัฐธรรมนูญ
ส่วนหลังจากการเลือกตั้งแล้ว ประเทศไทยจะกลับมาสงบสุขและปรองดองหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า
“ผมว่าทุกอย่างอยู่ที่นักการเมือง ผมไม่ได้ว่านักการเมือง แต่เพียงบอกว่าให้ท่านหยุดก่อน ท่านจะวางแผนว่าในอนาคตจะหาเสียงอย่างไรก็ทำไป แต่ท่านไม่ต้องออกมา ขณะเดียวกันตอนนี้ก็ปล่อยให้ผมทำบ้านเมืองเข้ารูปเข้าร่าง ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น”




