"พล.ต.ท.สุวิระ"เผยซุกเงิน 779 ล้านบาทของสมาชิกยูฟัน ลอบขนผ่านชายแดนปาดังเบซาร์
ศูนย์ปฎิบัติการสืบสวนและช่วยเหลือเหยื่อในคดีฉ้อโกงประชาชน (ยูฟัน) บก.ปคบ. ชั้น 4 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษฯถ.แจ้งวัฒนะ กทม. พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร.พ.ต.อ.อังกูร คล้ายคลึง รอง ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.นราเดช กลมทุกสิ่ง รอง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา ในฐานะ หน.ชุดสอบสวนพ.ต.อ.รัฐศักดิ์ รักสลาม ผกก.ฝอ.9บก.อก. บชภ.4พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิคดียูฟัน พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวะกุล ผอ.ส่วนตรวจ2สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ ดีเอสไอ ร่วมประชุมเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายบริษัทยูฟัน สโตร์ จำกัด ก่อนนำตัวผู้ต้องหาคดีแชร์ลูกโซ่บริษัทยูฟัน สโตร์ จำกัด รายที่ 22-25จำนวน 4 คน ซึ่งเป็นคนไทย 3 คน ชาวมาเลเซีย 1 คน ตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 952,953,954 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และ เลขที่ 980 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม ตามลำดับ ได้แก่ น.ส.นิภาพร ละมี อายุ 36 ปี,นายธีรวัจน์ พัชรสุยะใหญ่ อายุ 21 ปี,น.ส.ณัฏฐ์วรัญช์ อุตมะแก้ว อายุ 24 ปี และนายบุน เกียท ชู (Mr.BOON KIAT CHOO)ชาวมาเลเซียหลังจากสืบทราบว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 คน เป็นผู้เปิดบัญชีธนาคารรับโอนเงินจากสมาชิกยูฟันฯ 5 บัญชี ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อเป็นทางผ่านการเงิน บ.ยูฟันฯ มีเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท ก่อนจะถอนเงินสด เดินทางผ่านด่านสะเดา ไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อทำการฟอกให้ถูกกฎหมาย ต่อมาตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาได้ถอนเงิน จำนวน 779 ล้านบาท ที่ได้จากสมาชิกยูฟัน ซุกซ่อนขนผ่านชายแดนไทย-มาเลเซีย อย่างผิดกฎหมาย
พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวว่า จากการตรวจสอบบัญชีของบริษัทยูฟันฯ พบว่าสมาชิกจะต้องโอนให้บริษัทในเครือยูฟันฯ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนเป็นโอนเข้าบัญชีของผู้ต้องหาทั้ง4คน ซึ่งเปิดบัญชีรองรับไว้ที่ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ก่อนที่จะถอนออกเป็นเงินสดแล้วซุกซ่อนเพื่อนำออกไปยังประเทศมาเลเซียโดยผิดกฎหมาย ผ่านทางปาดังเบซาร์ หรือตามช่องทางชายแดนไทย-มาเลเซีย เนื่องจากการนำเงินสดออกนอกประเทศ ต้องมีการขออนุญาตในหลายขั้นตอน ประกอบกับเงินจำนวนดังกล่าวถือเป็นเงินที่ได้มาจากสมาชิกยูฟัน จึงต้องมีการลักลอบนำออก มีการคาดการณ์ว่าเงินเหล่านี้จะถูกนำไปให้กับนายอาทิตย์ ปานแก้ว หนึ่งในผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี รวมถึงบุคคลอื่นในเครือข่ายยูฟันเบื้องต้นจากการตรวจสอบบัญชีและคำรับสารภาพของผู้ต้องหาทั้ง4ราย พบว่าตั้งแต่ปี2557จนถึงปัจจุบัน มีการถอนเงินออกไปแล้วทั้งหมดจำนวน779ล้านบาท โดยถอนเงินออกจากบัญชีของน.ส.นิภาพร เป็นเงินจำนวน กว่า10.8ล้านบาท ขณะที่นายธีรวัจน์ มีเงินถอนออกจำนวน 334ล้านบาท และน.ส.ณัฏฐ์วรัญช์ เป็นเงินจำนวน209ล้านบาท ในส่วนของนายบุน เกียท ชู มีจำนวน157ล้านบาท
พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้การดำเนินการถอนเงินทั้งหมดนายบุน เกียท ชู จะเป็นผู้ถอนเงินแต่เพียงผู้เดียว โดยให้ผู้ต้องหาที่เหลืออีก 3 คนเซ็นต์มอบอำนาจล่วงหน้าไว้ ซึ่งจะถอนเงินวันละหลายครั้ง และแต่ละครั้งจะถอนเงินไม่เกิน2ล้านบาท โดยมียอดสูงสุดในการถอน9ครั้งต่อวัน ทั้งนี้จะมีชาวมาเลเซีย ที่อาศัยอยู่ในปีนัง ประเทศมาเลเซีย เป็นผู้เดินทางมารับเงินสดทุกวัน ซึ่งนายบุน เกียท ชู จะได้รับเงิน1,000บาท ต่อการถอนเงิน1ล้านบาท ในขณะที่นายธีรวัจน์ จะได้เงินค่าจ้างในการเซ็นต์มอบอำนาจการถอนเงินเดือนละ2,000บาท และหากปิดบัญชีจะได้รับเงินอีก7,000บาท
พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติของนายบุน เกียท ชู พบว่าเป็นบุคคลถือพาสปอร์ต2สัญชาติ และทำธุรกิจสีเทาทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย รวมทั้งมีหน้าตาคล้ายคลึงกับนายอาทิตย์ ปานแก้ว จึงน่าจะเป็นเครือญาติกันและยังพบว่ามีการเปิดบัญชีเพื่อโอนเงินในเครือข่ายยูฟันอีก16บัญชี ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เบื้องต้นคาดว่ามีเงินไม่ต่ำกว่า1,000ล้านบาท ทั้งนี้ได้รับการยืนยันจากหลายธนาคารในต.ปาดังเบซาร์ว่าบัญชีทั้งหมดเป็นของนายบุน เกียท ชู จริง โดยจะมีการสลับชื่อในการเปิดบัญชีแต่ละครั้ง มีทั้งนายบุน เกียท ชู,นาย ชู บุน เกียท หรือ นายชัยสงค์ วนัชบดีวงศ์ อย่างไรก็ตามตำรวจกำลังประสานกับธนาคารเพื่อตรวจสอบบัญชีเหล่านี้ต่อไป
ผู้ช่วยผบ.ตร. กล่าวว่า จากแนวทางการสืบสวนพบว่านายอาทิตย์ มีภรรยาเป็นคนไทย และมีบุตรด้วยกัน3คน แต่พยานหลักฐานยังไม่สามารถชี้ชัดว่าภรรยานายอาทิตย์มีส่วนรู้เห็นกับการทำผิดดังกล่าว ซึ่งตรงกันข้ามกับว่าที่ ร.ต.ฤทธิเดช วรงค์ พี่ชายภรรยาที่พบการกระทำผิด และถูกจับกุมตั้งแต่วันที่10เมษายนที่ผ่านมา
พล.ต.ท. สุวิระ กล่าวด้วยว่ากรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีดาราปรากฏชื่อเป็นร่วมสัมมนากับบริษัทยูฟันฯนั้น เบื้องต้นยังไม่มีข้อมูล อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน และยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นคนให้ข่าว อย่างไรก็ตามหากใครที่มีส่วนร่วมกระทำผิด ก็ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้น หากใครมีข้อมูลก็สามารถนำข้อมูลหรือเบาะแสมาแจ้งได้
พ.ต.ท.ปกรณ์ เปิดเผยว่า ดีเอสไอได้ตั้งทีมสืบสวนสอบสวนเพื่อมาสนับสนุนตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายบริษัทยูฟันฯ มีทั้งประสานแบบทางการและไม่ทางการ เบื้องต้นพบบัญชีที่อยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนมาก อยู่ระหว่างการประสานกับทางธนาคารที่เกี่ยวข้อง และส่งเอกสารทางการเงินให้กับทีมคลี่คลายคดียูฟันอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การจับกุม และอายัดทรัพย์ต่อไป
นายบุน เกียท ชู หนึ่งในผู้ต้องหา กล่าวว่า ตนเป็นบุคคล2สัญชาติเนื่องจากพ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนมาเลเซีย และมีการเปิดบัญชีหลายบัญชีเพราะทำธุรกิจส่วนตัว แต่ยอมรับว่ามีเพียง1บัญชีธนาคารที่เปิดเพื่อรองรับการโอนเงินของสมาชิกยูฟัน รวมถึงได้ขอให้ผู้ต้องหาอีก3คนเปิดบัญชีด้วย แต่ในส่วนการถอนเงินนั้นตนเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมด โดยให้ทั้ง3คนเป็นผู้เซ็นต์มอบอำนาจลอยไว้ ซึ่งผู้ต้องหาอีก3คนไม่ทราบจำนวนเงินที่ถอนออกแต่ละวัน มีเพียงตนที่รู้จำนวนเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยตนจะทำเรื่องถอนไว้ในช่วงเช้า ในแต่ละธนาคาร และไปรับเงินในช่วงบ่าย พร้อมกับชาวปีนัง ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ได้รับเงินค่าตอบแทนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ตนได้รับค่าตอบแทน0.001 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินที่ถอนออกมา และนำส่ง





